โตโยต้า (Toyota) ตลาดโตโยต้า รถมือสอง toyota http://www.taladtoyota.com แค่บล็อกเวิร์ดเพรสบล็อกหนึ่ง Sat, 19 May 2012 14:56:02 +0000 http://www.taladtoyota.com en hourly 1 เลือกหวีให้ถูกวิธี http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5/ Fri, 18 May 2012 06:14:31 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5/

เส้นผมของคนเรานั้นเป็นเซลล์ของร่างกายที่ตายแล้ว แต่ที่ยังเห็นคงสภาพอยู่ได้นานก็เพราะมันมีความแข็งแรงของเซลล์อยู่ เส้นผมนั้นไม่จำเป็นต้องให้การบำรุงด้วยสารอาหารจากแชมพู เพราะจะเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเสียเงินเปล่า แชมพูมีหน้าที่เพียงแค่ทำความสะอาดเส้นผม ซึ่งหมักหมมจากเหงื่อ ฝุ่น ควันต่าง ๆ นั่นเอง

อีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยให้เส้นผมของคุณ ไม่ยุ่งหรือพันกัน ก็คือการหวีการหวี ซึ่งยังช่วยจัดรูปทรงให้กับผมอีกด้วย บางครั้งยังมีความเชื่อกันด้วยว่า ถ้าได้แปรงผมวันละหลาย ๆ ครั้งจะทำให้ผมสวยเงางาม ความจริงก็คือ การแปรงผมจะทำให้น้ำมันธรรมชาติที่เคลือบอยู่บนเส้นผมได้กระจายไปทั่ว ผมจึงดูเงางาม

แต่ผมของคนเราก็มีหลายแบบ หยิก เหยียดตรง เส้นเล็ก ซอยสั้น หยิกยาว ผมหนา ฯลฯ ต่างกันไปตามพันธุกรรมหรือการจัดแต่งตามแฟชั่น แล้วจะเลือกหวีหรือแปรงอย่างไรให้เหมาะสมกับผมของเรา

เส้นผมของคุณ ควรเลือกหวีแบบไหนดี

คนผมหนาและผมเส้นใหญ่: หวีที่ใช้ควรเลือกที่ซี่ห่าง ๆ ถ้าเป็นแปรงควรเลือกที่มีปุ่มนวดหนังศีรษะทำด้วยยาง ดูไม่ให้แข็งเกินไป

คนผมเส้นเล็กบาง: หวีที่ใช้ควรมีซี่ที่ถี่พอควรและไม่แข็งจนเกินไป แปรงควรเลือก ที่มีขนแปรงห่างเพื่อไม่ให้เวลาแปรงผมขาดง่าย

คนผมเหยียดตรง: เลือกแปรงที่มีแผ่นรองยางและขนแปรงมีปุ่มตรงปลาย เลือกที่มีด้ามจับถนัดมือจะได้ไม่ลื่นหลุดง่าย

คนผมซอยหรือผมสั้น: เลือกใช้แปรงกลมที่ไว้สำหรับม้วนผม เพราะจะช่วยให้ผมปัดเข้ารูปได้ง่าย

ผมหยิก ผมดัดหยิก: ที่จริงไม่ควรแปรงผมเพราะจะทำให้เสียทรง แต่ถ้าจะเลือกใช้แปรง ให้ลองหาแปรงที่ทำจากขนหมูป่า
จะทำให้แปรงได้ง่ายขึ้น

คำแนะนำสำหรับการใช้หวี

1.หวีควรเป็นสมบัติส่วนตัว ไม่ใช้หวีร่วมกับผู้อื่นเพื่อป้องกันปัญหาการติดเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อรา

2.หลีกเลี่ยงหวีที่มีปลายแหลมคม เพราะจะทำให้ผิวหนังที่ศีรษะเป็นแผลได้

3.ควรล้างทำความสะอาดหวีและแปรงอย่างสม่ำเสมอ แล้วตากแดดให้แห้งสนิทจึงนำมาใช้ใหม่

4.ไม่ควรหวีผมขณะผมเปียก จะทำให้เส้นผมขาดง่าย เพราะสภาพผมที่เปียกน้ำผมจะพันกันยุ่งเหยิง เว้นแต่คุณใช้ครีมนวดผม
อาจใช้หวีซี่ห่าง ๆ แปรงให้เส้นผมได้รับครีมนวดทั่วถึง

]]>


เส้นผมของคนเรานั้นเป็นเซลล์ของร่างกายที่ตายแล้ว แต่ที่ยังเห็นคงสภาพอยู่ได้นานก็เพราะมันมีความแข็งแรงของเซลล์อยู่ เส้นผมนั้นไม่จำเป็นต้องให้การบำรุงด้วยสารอาหารจากแชมพู เพราะจะเป็นเรื่องสิ้นเปลืองเสียเงินเปล่า แชมพูมีหน้าที่เพียงแค่ทำความสะอาดเส้นผม ซึ่งหมักหมมจากเหงื่อ ฝุ่น ควันต่าง ๆ นั่นเอง

อีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยให้เส้นผมของคุณ ไม่ยุ่งหรือพันกัน ก็คือการหวีการหวี ซึ่งยังช่วยจัดรูปทรงให้กับผมอีกด้วย บางครั้งยังมีความเชื่อกันด้วยว่า ถ้าได้แปรงผมวันละหลาย ๆ ครั้งจะทำให้ผมสวยเงางาม ความจริงก็คือ การแปรงผมจะทำให้น้ำมันธรรมชาติที่เคลือบอยู่บนเส้นผมได้กระจายไปทั่ว ผมจึงดูเงางาม

แต่ผมของคนเราก็มีหลายแบบ หยิก เหยียดตรง เส้นเล็ก ซอยสั้น หยิกยาว ผมหนา ฯลฯ ต่างกันไปตามพันธุกรรมหรือการจัดแต่งตามแฟชั่น แล้วจะเลือกหวีหรือแปรงอย่างไรให้เหมาะสมกับผมของเรา

เส้นผมของคุณ ควรเลือกหวีแบบไหนดี

คนผมหนาและผมเส้นใหญ่: หวีที่ใช้ควรเลือกที่ซี่ห่าง ๆ ถ้าเป็นแปรงควรเลือกที่มีปุ่มนวดหนังศีรษะทำด้วยยาง ดูไม่ให้แข็งเกินไป

คนผมเส้นเล็กบาง: หวีที่ใช้ควรมีซี่ที่ถี่พอควรและไม่แข็งจนเกินไป แปรงควรเลือก ที่มีขนแปรงห่างเพื่อไม่ให้เวลาแปรงผมขาดง่าย

คนผมเหยียดตรง: เลือกแปรงที่มีแผ่นรองยางและขนแปรงมีปุ่มตรงปลาย เลือกที่มีด้ามจับถนัดมือจะได้ไม่ลื่นหลุดง่าย

คนผมซอยหรือผมสั้น: เลือกใช้แปรงกลมที่ไว้สำหรับม้วนผม เพราะจะช่วยให้ผมปัดเข้ารูปได้ง่าย

ผมหยิก ผมดัดหยิก: ที่จริงไม่ควรแปรงผมเพราะจะทำให้เสียทรง แต่ถ้าจะเลือกใช้แปรง ให้ลองหาแปรงที่ทำจากขนหมูป่า
จะทำให้แปรงได้ง่ายขึ้น

คำแนะนำสำหรับการใช้หวี

1.หวีควรเป็นสมบัติส่วนตัว ไม่ใช้หวีร่วมกับผู้อื่นเพื่อป้องกันปัญหาการติดเชื้อ โดยเฉพาะเชื้อรา

2.หลีกเลี่ยงหวีที่มีปลายแหลมคม เพราะจะทำให้ผิวหนังที่ศีรษะเป็นแผลได้

3.ควรล้างทำความสะอาดหวีและแปรงอย่างสม่ำเสมอ แล้วตากแดดให้แห้งสนิทจึงนำมาใช้ใหม่

4.ไม่ควรหวีผมขณะผมเปียก จะทำให้เส้นผมขาดง่าย เพราะสภาพผมที่เปียกน้ำผมจะพันกันยุ่งเหยิง เว้นแต่คุณใช้ครีมนวดผม
อาจใช้หวีซี่ห่าง ๆ แปรงให้เส้นผมได้รับครีมนวดทั่วถึง

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
วิธีบอกเลิกผู้ชาย http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2/ Thu, 17 May 2012 05:32:48 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%a2/

เคยไหมที่รู้สึกว่าหนุ่มข้างกายของเราจากที่สวีทหวาน แต่นานวันกลับยิ่งเข้ากันไม่ได้ ถึงแม้ว่าลองปรับตัวอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น จนคุณเหนื่อยกับความรักครั้งนี้ซะเหลือเกิน และอยากยุติปัญหาคาราคาซังลงสักที แต่ยิ่งต้องกลุ้มอกกลุ้มใจมากกว่าเดิม เพราะคิดไม่ออกว่าจะบอกเลิกเขาอย่างไร ให้เขาเสียใจน้อยที่สุด T Tถ้างั้นก็ลองมาทำตามวิธีเหล่านี้ดู เผื่อจะช่วยให้แฟนหนุ่มของคุณตัดใจจากคุณได้ง่ายขึ้นนะ

1. โทรจิกตลอดเวลา

ร้อยทั้งร้อยผู้ชายไม่ชอบให้ใครโทรจิก เพราะเขาอยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง ดังนั้น หากต้องการให้เขาเบื่อคุณล่ะก็ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วโทรยิก ๆ ไปเลยจ้า เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเขารับสายก็ถามต่อไปเลยว่า...อยู่ไหน กับใคร ไปทำไม กลับเมื่อไหร่ กี่โมง ฯลฯ อืม...รับรองได้ว่าพ่อหนุ่มของคุณคงทนไม่ไหวแน่

2. ง้องแง้งเอาแต่ใจ

ถึงแม้ว่าปกติผู้หญิงจะมีความเอาแต่ใจอยู่ตามธรรมชาติแล้ว แต่ถ้าคุณโอเวอร์แอ็คติ้ง ใส่ความเอาแต่ใจเข้าไปแบบสุดเหวี่ยง เขาทำอะไรมาก็ไม่ถูกใจคุณไปเสียหมด อยากกินโน่นอยากกินนี่ หรือทำอะไรแบบไม่มีเหตุผล เชื่อเถอะว่าเขาต้องทำตัวไม่ถูก จนสุดท้ายเขาก็คงถอดใจไปเองแหละ

3. ตอนไหน ๆ ก็ไม่ว่าง

ไม่ว่าเขาจะชวนไปไหน ทำอะไร ให้ใจแข็งปฏิเสธไปทุกครั้ง ถึงแม้จะเป็นหนังเรื่องที่อยากดูสุด ๆ ก็จงกลั้นใจบอกไปว่าคุณไม่สะดวก แล้วค่อยเก็บไปดูกับเพื่อน ๆ แทนก็แล้วกัน หรือแม้แต่ชวนไปดินเนอร์ร้านโปรดที่คุณปลื้มกับรสชาติอาหารนักหนา ก็ตัดใจปฏิเสธเขาไป เพราะถ้าคุณปฏิเสธเขาบ่อยเข้า เขาก็คงรับรู้ได้เองว่าคุณน่ะเปลี่ยนไปแล้ว

4. อ้างบุคคลที่ 3

บอกเขาไปเลยว่าครอบครัวของคุณ ยังไม่อยากให้มีแฟนตอนนี้ อย่างน้อยคงต้องอีกหลายปีกว่าจะมีแฟนได้ หรือแม้แต่บอกไปว่าดูเหมือนครอบครัวของคุณจะไม่ปลื้มเขาเอาซะเลย ซึ่งคุณก็เป็นคนที่รักครอบครัวมาก ๆ ดังนั้น จึงยอมตัดใจเปิดโอกาสให้เขาได้ไปเจอคนอื่นที่ดีกว่า

5. ห่างกันสักพัก

คำพูดที่มีความหมายในตัวเอง แบบที่คนฟังต้องสะอึก เพราะถ้าคุณเอ่ยคำนี้ขึ้นมา แน่นอนว่าคุณคงไม่เหมือนเดิมกับเขาอีกแล้ว เขาก็คงรับรู้ได้โดยที่ไม่ต้องใช้คำบอกเลิกใด ๆ แล้วคุณก็จงอยู่นิ่ง ๆ ค่อย ๆ ห่างหายไปจากชีวิตเขาแบบเนียน ๆ เขาจะได้มีเวลาทำใจ

6. คุยเปิดอก

วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาฟัง เพราะเขาเองก็มีสิทธิ์รับรู้เหตุผลต่าง ๆ อย่างน้อยที่สุดเขาจะได้เอาไปปรับตัวให้ดีขึ้นในชีวิตรักครั้งใหม่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เขาได้อธิบายในมุมของเขาด้วย ถึงแม้ว่าจะต้องเจ็บที่พูดกันตรง ๆ แต่ก็คงดีกว่าเจ็บอย่างไม่รู้เหตุผลอะไรเลย

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณจะตัดสินใจบอกเลิกกับเขา อย่าลืมชั่งน้ำหนักในใจของคุณก่อนว่า สิ่งที่คุณทำอยู่เกิดจากเหตุผลจริง ๆ หรือแค่อารมณ์ชั่ววูบ เพราะความรักความผูกพัน ไม่ได้ใช้เวลาสร้างแค่วันสองวันนะจ๊ะ แต่ถ้ามั่นใจแล้วล่ะก็ เราก็ขอเป็นกำลังให้จ้า !!!

]]>


เคยไหมที่รู้สึกว่าหนุ่มข้างกายของเราจากที่สวีทหวาน แต่นานวันกลับยิ่งเข้ากันไม่ได้ ถึงแม้ว่าลองปรับตัวอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น จนคุณเหนื่อยกับความรักครั้งนี้ซะเหลือเกิน และอยากยุติปัญหาคาราคาซังลงสักที แต่ยิ่งต้องกลุ้มอกกลุ้มใจมากกว่าเดิม เพราะคิดไม่ออกว่าจะบอกเลิกเขาอย่างไร ให้เขาเสียใจน้อยที่สุด T Tถ้างั้นก็ลองมาทำตามวิธีเหล่านี้ดู เผื่อจะช่วยให้แฟนหนุ่มของคุณตัดใจจากคุณได้ง่ายขึ้นนะ

1. โทรจิกตลอดเวลา

ร้อยทั้งร้อยผู้ชายไม่ชอบให้ใครโทรจิก เพราะเขาอยากมีเวลาส่วนตัวบ้าง ดังนั้น หากต้องการให้เขาเบื่อคุณล่ะก็ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วโทรยิก ๆ ไปเลยจ้า เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อเขารับสายก็ถามต่อไปเลยว่า...อยู่ไหน กับใคร ไปทำไม กลับเมื่อไหร่ กี่โมง ฯลฯ อืม...รับรองได้ว่าพ่อหนุ่มของคุณคงทนไม่ไหวแน่

2. ง้องแง้งเอาแต่ใจ

ถึงแม้ว่าปกติผู้หญิงจะมีความเอาแต่ใจอยู่ตามธรรมชาติแล้ว แต่ถ้าคุณโอเวอร์แอ็คติ้ง ใส่ความเอาแต่ใจเข้าไปแบบสุดเหวี่ยง เขาทำอะไรมาก็ไม่ถูกใจคุณไปเสียหมด อยากกินโน่นอยากกินนี่ หรือทำอะไรแบบไม่มีเหตุผล เชื่อเถอะว่าเขาต้องทำตัวไม่ถูก จนสุดท้ายเขาก็คงถอดใจไปเองแหละ

3. ตอนไหน ๆ ก็ไม่ว่าง

ไม่ว่าเขาจะชวนไปไหน ทำอะไร ให้ใจแข็งปฏิเสธไปทุกครั้ง ถึงแม้จะเป็นหนังเรื่องที่อยากดูสุด ๆ ก็จงกลั้นใจบอกไปว่าคุณไม่สะดวก แล้วค่อยเก็บไปดูกับเพื่อน ๆ แทนก็แล้วกัน หรือแม้แต่ชวนไปดินเนอร์ร้านโปรดที่คุณปลื้มกับรสชาติอาหารนักหนา ก็ตัดใจปฏิเสธเขาไป เพราะถ้าคุณปฏิเสธเขาบ่อยเข้า เขาก็คงรับรู้ได้เองว่าคุณน่ะเปลี่ยนไปแล้ว

4. อ้างบุคคลที่ 3

บอกเขาไปเลยว่าครอบครัวของคุณ ยังไม่อยากให้มีแฟนตอนนี้ อย่างน้อยคงต้องอีกหลายปีกว่าจะมีแฟนได้ หรือแม้แต่บอกไปว่าดูเหมือนครอบครัวของคุณจะไม่ปลื้มเขาเอาซะเลย ซึ่งคุณก็เป็นคนที่รักครอบครัวมาก ๆ ดังนั้น จึงยอมตัดใจเปิดโอกาสให้เขาได้ไปเจอคนอื่นที่ดีกว่า

5. ห่างกันสักพัก

คำพูดที่มีความหมายในตัวเอง แบบที่คนฟังต้องสะอึก เพราะถ้าคุณเอ่ยคำนี้ขึ้นมา แน่นอนว่าคุณคงไม่เหมือนเดิมกับเขาอีกแล้ว เขาก็คงรับรู้ได้โดยที่ไม่ต้องใช้คำบอกเลิกใด ๆ แล้วคุณก็จงอยู่นิ่ง ๆ ค่อย ๆ ห่างหายไปจากชีวิตเขาแบบเนียน ๆ เขาจะได้มีเวลาทำใจ

6. คุยเปิดอก

วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างให้เขาฟัง เพราะเขาเองก็มีสิทธิ์รับรู้เหตุผลต่าง ๆ อย่างน้อยที่สุดเขาจะได้เอาไปปรับตัวให้ดีขึ้นในชีวิตรักครั้งใหม่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เขาได้อธิบายในมุมของเขาด้วย ถึงแม้ว่าจะต้องเจ็บที่พูดกันตรง ๆ แต่ก็คงดีกว่าเจ็บอย่างไม่รู้เหตุผลอะไรเลย

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณจะตัดสินใจบอกเลิกกับเขา อย่าลืมชั่งน้ำหนักในใจของคุณก่อนว่า สิ่งที่คุณทำอยู่เกิดจากเหตุผลจริง ๆ หรือแค่อารมณ์ชั่ววูบ เพราะความรักความผูกพัน ไม่ได้ใช้เวลาสร้างแค่วันสองวันนะจ๊ะ แต่ถ้ามั่นใจแล้วล่ะก็ เราก็ขอเป็นกำลังให้จ้า !!!

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
เต้าหู้แก้สารพัดโรค http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b9%89/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b9%89/ Wed, 16 May 2012 05:01:52 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b9%e0%b9%89/

ตามตำนานเล่าขานกันว่า กำเนิดของเต้าหู้นั้นมาจากพระประสงค์ของเจ้าชายในราชวงศ์ฮั่น ซึ่งบัญชาให้พ่อครัวบดถั่งเหลืองเป็นผงแล้วนำไปต้มเป็นแกงจืดถวายพระมารดา ซึ่งกำลังประชวร ความที่เกรงว่าน้ำแกงจะจืดจนเสวยไม่อร่อย เจ้าชายจึงมีรับสั่งให้พ่อครัวปรุงรสด้วยเกลือ แต่กว่าจะนำไปถวายแกงจืดถั่วเหลืองถ้วยนั้นก็จับตัวเป็นก้อนสีขาวอ่อนนุ่ม ซึ่งพระมารดาเสวยแล้วโปรดปรานมาก เจ้าชายจึงให้พ่อครัวเสาะหาที่มาจนพบว่า มีเกลือบางชนิดทำให้น้ำถั่วเหลืองเกิดการเกาะตัวเป็นก้อนกลายเป็น "เต้าหู้" อาหารสุดยอดโปรตีนที่เรากินกันมาจนถึงทุกวันนี้

ส่วนที่ญี่ปุ่นนั้น พระญี่ปุ่นซึ่งกลับจากการศึกษาพระพุทธศาสนาในจีน เป็นผู้นำเต้าหู้ไปเผยแพร่ตั้งแต่สมัยนาระ แต่ในเบื้องต้นกินกันเฉพาะในหมู่พระสงฆ์องค์เจ้าแล้วจึงแพร่หลายไปในหมู่ชน ชั้นขุนนางและซามูไร จวบจนถึงสมัยเอโดะ ชาวบ้านร้านตลาดในญี่ปุ่นจึงได้ลิ้มรสชาติอันล้ำเลิศของเต้าหู้

ข้อมูลทางโภชนาการระบุว่า เต้าหู้มีโปรตีน 7.4% ไขมัน 3.1% น้ำตาล 2.7% นอกจากนี้มังมี วิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย ที่สำคัญที่สุดก็คือ สารอาหารในเต้าหู้ร่างกายสามารถย่อยสลายได้ง่าย จึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีระบบย่อยไม่ดี หรือแม้แต่เด็กเล็กที่ฟันยังงอกไม่สมบูรณ์ ก็สามารถกินเต้าหู้ได้

ในเต้าหู้มีแคลเซียมมากกว่าพืชพักผลไม้ หลายๆ ชนิดจึงเหมาะสำหรับสตรีวัยทอง เพราะบริโภคและป้องกันโรคกระดูกพรุนได้

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแข็งตัว และโลหิตจางจากการกินเต้าหู้เป็นประจำจะช่วยบรรเทาโรคได้ เพราะมีแร่ธาตุต่างๆที่ร่างกายดูดซึมได้ง่าย ทั้งยังช่วยปรับภูมิคุ้มกันให้ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ผลการวิจัยโปรตีนในถั่วเหลือง พบว่าเป็นโปรตีนที่ดีช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป ทั้งมีเส้นใยสูง ช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้

ที่สำคัญเต้าหู้ยังมีสารป้องกันอันตรายจากมะเร็งและลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจได้อีกด้วย

ส่วนทัศนะของแพทย์แผนจีนก็ระบุว่า เต้าหู้มีรสหวาน มีลักษณะเย็นใช้บำรุงกำลังและปรับธาตุให้เป็นกลาง ระงับอาการท้องเสียและชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายได้

ทั้งอร่อย ทั้งดี มีประโยชน์มากถึงเพียงนี้ เห็นทีจะไม่กินเต้าหู้ไม่ได้แล้ว จะเอาไปนึ่ง ไปทอด ไปต้ม หรือไปทำเป็นของหวานไว้กินก็ตามแต่ใจเลยจ้า!!

]]>


ตามตำนานเล่าขานกันว่า กำเนิดของเต้าหู้นั้นมาจากพระประสงค์ของเจ้าชายในราชวงศ์ฮั่น ซึ่งบัญชาให้พ่อครัวบดถั่งเหลืองเป็นผงแล้วนำไปต้มเป็นแกงจืดถวายพระมารดา ซึ่งกำลังประชวร ความที่เกรงว่าน้ำแกงจะจืดจนเสวยไม่อร่อย เจ้าชายจึงมีรับสั่งให้พ่อครัวปรุงรสด้วยเกลือ แต่กว่าจะนำไปถวายแกงจืดถั่วเหลืองถ้วยนั้นก็จับตัวเป็นก้อนสีขาวอ่อนนุ่ม ซึ่งพระมารดาเสวยแล้วโปรดปรานมาก เจ้าชายจึงให้พ่อครัวเสาะหาที่มาจนพบว่า มีเกลือบางชนิดทำให้น้ำถั่วเหลืองเกิดการเกาะตัวเป็นก้อนกลายเป็น "เต้าหู้" อาหารสุดยอดโปรตีนที่เรากินกันมาจนถึงทุกวันนี้

ส่วนที่ญี่ปุ่นนั้น พระญี่ปุ่นซึ่งกลับจากการศึกษาพระพุทธศาสนาในจีน เป็นผู้นำเต้าหู้ไปเผยแพร่ตั้งแต่สมัยนาระ แต่ในเบื้องต้นกินกันเฉพาะในหมู่พระสงฆ์องค์เจ้าแล้วจึงแพร่หลายไปในหมู่ชน ชั้นขุนนางและซามูไร จวบจนถึงสมัยเอโดะ ชาวบ้านร้านตลาดในญี่ปุ่นจึงได้ลิ้มรสชาติอันล้ำเลิศของเต้าหู้

ข้อมูลทางโภชนาการระบุว่า เต้าหู้มีโปรตีน 7.4% ไขมัน 3.1% น้ำตาล 2.7% นอกจากนี้มังมี วิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย ที่สำคัญที่สุดก็คือ สารอาหารในเต้าหู้ร่างกายสามารถย่อยสลายได้ง่าย จึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีระบบย่อยไม่ดี หรือแม้แต่เด็กเล็กที่ฟันยังงอกไม่สมบูรณ์ ก็สามารถกินเต้าหู้ได้

ในเต้าหู้มีแคลเซียมมากกว่าพืชพักผลไม้ หลายๆ ชนิดจึงเหมาะสำหรับสตรีวัยทอง เพราะบริโภคและป้องกันโรคกระดูกพรุนได้

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแข็งตัว และโลหิตจางจากการกินเต้าหู้เป็นประจำจะช่วยบรรเทาโรคได้ เพราะมีแร่ธาตุต่างๆที่ร่างกายดูดซึมได้ง่าย ทั้งยังช่วยปรับภูมิคุ้มกันให้ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ผลการวิจัยโปรตีนในถั่วเหลือง พบว่าเป็นโปรตีนที่ดีช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป ทั้งมีเส้นใยสูง ช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้

ที่สำคัญเต้าหู้ยังมีสารป้องกันอันตรายจากมะเร็งและลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจได้อีกด้วย

ส่วนทัศนะของแพทย์แผนจีนก็ระบุว่า เต้าหู้มีรสหวาน มีลักษณะเย็นใช้บำรุงกำลังและปรับธาตุให้เป็นกลาง ระงับอาการท้องเสียและชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกายได้

ทั้งอร่อย ทั้งดี มีประโยชน์มากถึงเพียงนี้ เห็นทีจะไม่กินเต้าหู้ไม่ได้แล้ว จะเอาไปนึ่ง ไปทอด ไปต้ม หรือไปทำเป็นของหวานไว้กินก็ตามแต่ใจเลยจ้า!!

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
ดูแลสะดืออย่างถูกวิธี http://www.taladtoyota.com/yes/ http://www.taladtoyota.com/yes/ Tue, 15 May 2012 03:51:38 +0000 http://www.taladtoyota.com/yes/

สะดือ เป็นส่วนที่เรามักมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก และคิดว่าอยู่ส่วนในเสื้อผ้าที่คนทั่วไปมักมองไม่เห็น (นอกจากที่จะใส่โชว์สะดือ) แต่ก็มีคนแค่ส่วนน้อยที่ดูแล แต่ก็อาจจะยังทำเป็นบางครั้งคราว ที่จริงแล้วเราควรดูแลหลังการอาบน้ำอยู่เสมอ เพื่อสุขอนามัยของตัวเราเอง วิธีดูแล ง่ายๆ เพียงแค่ปฏิบัติดังนี้

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ คอตตอตบัด, น้ำอุ่น ขี้ผึ้ง หรือ เบบี้ออยล์

วิธีการทำความสะอาดสะดือ

1. มือข้างหนึ่งถ่างสะดือให้ขยายออกเล็กน้อย เพื่อให้เช็ดทำความสะอาดได้สะดวก (อาจใช้กรรไกรสำหรับถ่างช่วยก็ได้) ใช้คอตตอนบัดจุ่มน้ำอุ่น ขี้ผึ้ง หรือเบบี้ออยล์ เช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว ให้ทำอย่างใจเย็น และไม่รุนแรง

2. เปลี่ยนคอตตอนบัดอันใหม่เมื่อชิ้นเก่าสกปรก เช็ดทำความสะอาดด้วยวิธีเดิมให้ครบทุกซอกทุกมุม ทำเช่นนี้และเปลี่ยนคอตตอนบัดไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเช็ดแล้วคอตตอนบัดไม่มีคราบสกปรกอีก หรือจนกว่าจะเช็ดออกมาแล้วคอตตอนบัดไม่มีกลิ่นเหม็น (ในรายที่มีปัญหาสะดือเหม็น)

3. เมื่อสะอาดดีและหมดกลิ่นเหม็นแล้ว หากเป็นการเช็ดด้วยน้ำอุ่น ใช้ผ้านุ่ม ๆ เช็ดสะดือให้แห้งดีอีกครั้ง และทาผิวบริเวณนั้นด้วยโลชั่นเล็กน้อย เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น

ข้อควรรู้เกี่ยวกับสะดือ

1. สะดือที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี สามารถเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย และเชื้อราได้

2. การใช้คอตตอนบัดแตะขี้ผึ้งในการทำความสะอาดสะดือ จะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในสะดือ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการสะดือเหม็นได้

3. อาการสะดือเหม็นยังเกิดจากการอาบน้ำและล้างสบู่ไม่หมดจด ทำให้ไขสบู่ไปสะสมอยู่ที่สะดือ หมักหมม และเกิดเป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทั้งยังทำให้อาการแพ้ แดง ได้ด้วย

4. สะดือที่มีกลิ่นสามารถทำความสะอาดเป็นพิเศษได้ โดยใช้สบู่สูตรผิวแพ้ง่าย หรือใช้น้ำยาชำระล้างจุดซ่อนเร้นสำหรับคุณผู้หญิง

5. ไม่จำเป็นต้องพยายามแคะ หรือปลิ้นสะดือออกมาด้านนอกเพื่อทำความสะอาด เพราะอาจทำให้สะดืออักเสบได้

6. ห้ามใช้วัตถุที่มีปลายแหลมคมทำความสะอาดสะดือเป็นอันขาด

7. หากเกิดบาดแผล หรืออาการเจ็บ คัน ผิดปกติที่สะดือ ต้องไปพบแพทย์

เห็นแบบนี้แล้วก็อย่าลืมดูแลทำความสะอาด สะดือ อยู่เป็นประจำนะคะ]]>


สะดือ เป็นส่วนที่เรามักมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก และคิดว่าอยู่ส่วนในเสื้อผ้าที่คนทั่วไปมักมองไม่เห็น (นอกจากที่จะใส่โชว์สะดือ) แต่ก็มีคนแค่ส่วนน้อยที่ดูแล แต่ก็อาจจะยังทำเป็นบางครั้งคราว ที่จริงแล้วเราควรดูแลหลังการอาบน้ำอยู่เสมอ เพื่อสุขอนามัยของตัวเราเอง วิธีดูแล ง่ายๆ เพียงแค่ปฏิบัติดังนี้

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ คอตตอตบัด, น้ำอุ่น ขี้ผึ้ง หรือ เบบี้ออยล์

วิธีการทำความสะอาดสะดือ

1. มือข้างหนึ่งถ่างสะดือให้ขยายออกเล็กน้อย เพื่อให้เช็ดทำความสะอาดได้สะดวก (อาจใช้กรรไกรสำหรับถ่างช่วยก็ได้) ใช้คอตตอนบัดจุ่มน้ำอุ่น ขี้ผึ้ง หรือเบบี้ออยล์ เช็ดทำความสะอาดให้ทั่ว ให้ทำอย่างใจเย็น และไม่รุนแรง

2. เปลี่ยนคอตตอนบัดอันใหม่เมื่อชิ้นเก่าสกปรก เช็ดทำความสะอาดด้วยวิธีเดิมให้ครบทุกซอกทุกมุม ทำเช่นนี้และเปลี่ยนคอตตอนบัดไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเช็ดแล้วคอตตอนบัดไม่มีคราบสกปรกอีก หรือจนกว่าจะเช็ดออกมาแล้วคอตตอนบัดไม่มีกลิ่นเหม็น (ในรายที่มีปัญหาสะดือเหม็น)

3. เมื่อสะอาดดีและหมดกลิ่นเหม็นแล้ว หากเป็นการเช็ดด้วยน้ำอุ่น ใช้ผ้านุ่ม ๆ เช็ดสะดือให้แห้งดีอีกครั้ง และทาผิวบริเวณนั้นด้วยโลชั่นเล็กน้อย เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น

ข้อควรรู้เกี่ยวกับสะดือ

1. สะดือที่ไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี สามารถเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย และเชื้อราได้

2. การใช้คอตตอนบัดแตะขี้ผึ้งในการทำความสะอาดสะดือ จะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในสะดือ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการสะดือเหม็นได้

3. อาการสะดือเหม็นยังเกิดจากการอาบน้ำและล้างสบู่ไม่หมดจด ทำให้ไขสบู่ไปสะสมอยู่ที่สะดือ หมักหมม และเกิดเป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์ ทั้งยังทำให้อาการแพ้ แดง ได้ด้วย

4. สะดือที่มีกลิ่นสามารถทำความสะอาดเป็นพิเศษได้ โดยใช้สบู่สูตรผิวแพ้ง่าย หรือใช้น้ำยาชำระล้างจุดซ่อนเร้นสำหรับคุณผู้หญิง

5. ไม่จำเป็นต้องพยายามแคะ หรือปลิ้นสะดือออกมาด้านนอกเพื่อทำความสะอาด เพราะอาจทำให้สะดืออักเสบได้

6. ห้ามใช้วัตถุที่มีปลายแหลมคมทำความสะอาดสะดือเป็นอันขาด

7. หากเกิดบาดแผล หรืออาการเจ็บ คัน ผิดปกติที่สะดือ ต้องไปพบแพทย์

เห็นแบบนี้แล้วก็อย่าลืมดูแลทำความสะอาด สะดือ อยู่เป็นประจำนะคะ

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
7 วิธี แก้ปัญหาขาหนีบดำ http://www.taladtoyota.com/lag/ http://www.taladtoyota.com/lag/ Mon, 14 May 2012 04:42:03 +0000 http://www.taladtoyota.com/lag/

ที่ผ่านมาสาว ๆ หลายคนอาจกลุ้มใจกับปัญหาขาหนีบดำ จนอายที่จะใส่บิกินี่น่ารัก ๆ ไปเที่ยวทะเล แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลไป เพียงแค่ทำตามเทคนิคลดรอยด่างดำตามนี้ คุณก็สามารถใส่บิกินี่ไปอวดหุ่นสวยไม่แพ้ใคร

1. ลดโอกาสเกิดเสียแต่แรก

คุณควรเลี่ยงการใส่ชั้นในรัด ๆ ที่ทำให้ผิวหยาบกร้านและเกิดรอยด่างดำ นอกจากนี้ หากผิวของคุณเกิดรอยเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ควรเริ่มลดน้ำหนักของคุณอย่างจริงจังได้แล้ว เพื่อให้ผิวของคุณกลับมาดูดี รวมถึงเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น และยังช่วยเรียกความมั่นใจของคุณให้เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

2. ใช้สบู่สูตรที่เหมาะกับคุณ

หากคุณไม่ต้องการใช้สูตรผสมสมุนไพรต่าง ๆ ให้ยุ่งยาก คุณก็สามารถใช้สบู่ธรรมดา ๆ ขัดถูเป็นพิเศษเวลาอาบน้ำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ต้องเป็นสบู่ที่มีส่วนผสมหลักเป็นชะเอมเท่านั้น จึงจะช่วยให้ผิวส่วนนั้นของคุณนุ่มและขาวขึ้นได้ ทั้งนี้ หากลองบีบน้ำเลมอนประมาณครึ่งลูกผสมในเจลอาบน้ำ แล้วทาทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นจึงค่อยล้างออก ก็สามารถช่วยคุณได้เช่นกัน

3. bio oil ช่วยคุณได้

น้ำมัน bio oil นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ทำจากส่วมผสมตามธรรมชาติเป็นหลัก เช่น น้ำมันสกัดจากคาโมมายล์และลาเวนเดอร์ เพื่อใช้ลบเลือนริ้วรอยด่างดำและแผลเป็นโดยเฉพาะ จึงสามารถใช้ได้สารพัดประโยชน์ เพราะนอกจากจะช่วยให้รอยดำที่ขาหนีบของคุณจางลงได้แล้ว ยังสามารถใช้ลดรอยดำตามข้อพับอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นรักแร้หรือข้อพับขา เพื่อให้ผิวของคุณดูนุ่มเนียน และขาวขึ้นได้อีกด้วย เพียงแค่ทาบริเวณรอยด่างดำเป็นประจำทุกวันเท่านั้น

4. เอามะขามเปียกเข้าช่วย

ด้วยวิธีการง่าย ๆ เพียงแค่นำมะขามเปียกพอประมาณ น้ำอุ่น 1 ถ้วย และนมสดครึ่งกล่อง หรือ ประมาณ 100 มิลลิลิตร มาผสมเข้าด้วยกันจนมีลักษณะคล้ายครีม จากนั้นนำมาพอกบริเวณขาหนีบ และนวดเบา ๆ เท่านั้น ก็ช่วยให้รอยดำที่หยาบกร้านบริเวณขาหนีบ กลับมานุ่มนิ่ม และรอยดำจางลงได้ อย่างไรก็ตาม ควรทำเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

5. ใช้น้ำนมให้เป็นประโยชน์

นมเปรี้ยวที่มีส่วนผสมของกรดแลคติคสูง จะช่วยให้ผิวของคุณกลับมาเรียบเนียนและขาวขึ้นได้ ดังนั้นคุณจึงควรนำนมเปรี้ยวยี่ห้อใดก็ได้มาทาในบริเวณที่ผิวคล้ำเสีย เพื่อสุขภาพผิวที่ดีขึ้น นอกจากนี้ การดื่มนมอุ่นครึ่งแก้วผสมด้วยผงขมิ้นครึ่งช้อนชาอย่างต่อเนื่องทุก ๆ วัน ยังช่วยทำให้ผิวของคุณดูขาวขึ้นได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับอันตรายจากสารเคมีแบบครีมทาผิวอื่น ๆ อีกด้วย

6. ผสมสมุนไพรทาดู

ส่วนผสมที่ใช้ในสูตรนี้นั้นมีไม่มาก แถมยังหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพงอีกด้วย แค่เพียงนำน้ำมะนาว มาผสมกับผงขมิ้นและนมสด พอกทิ้งไว้บริเวณรอยด่างดำจนแห้ง จากนั้นจึงค่อยล้างออก ก็จะช่วยให้ผิวของคุณขาวและนุ่มเนียนขึ้นได้แล้ว

7. ขัดผิวเป็นประจำ

การขัดผิวอย่างสม่ำเสมอจะเป็นการช่วยผลัดเซลล์ผิวของคุณ ซึ่งจะช่วยให้ผิวของคุณหยาบกร้านน้อยลง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผิวบริเวณรอยด่างดำของคุณนั้นค่อนข้างบอบบาง จึงควรใช้แต่สครับสูตรที่สกัดจากธรรมชาติเท่านั้น

เพียงแค่ทำตามเทคนิคง่าย ๆ 7 ข้อนี้คุณก็ไม่ต้องกังวลกับรอยคล้ำเสียหยาบกร้านให้อายใครแล้ว สาว ๆ ลองไปทำกันดูนะจ๊ะ

]]>


ที่ผ่านมาสาว ๆ หลายคนอาจกลุ้มใจกับปัญหาขาหนีบดำ จนอายที่จะใส่บิกินี่น่ารัก ๆ ไปเที่ยวทะเล แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลไป เพียงแค่ทำตามเทคนิคลดรอยด่างดำตามนี้ คุณก็สามารถใส่บิกินี่ไปอวดหุ่นสวยไม่แพ้ใคร

1. ลดโอกาสเกิดเสียแต่แรก

คุณควรเลี่ยงการใส่ชั้นในรัด ๆ ที่ทำให้ผิวหยาบกร้านและเกิดรอยด่างดำ นอกจากนี้ หากผิวของคุณเกิดรอยเพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ควรเริ่มลดน้ำหนักของคุณอย่างจริงจังได้แล้ว เพื่อให้ผิวของคุณกลับมาดูดี รวมถึงเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น และยังช่วยเรียกความมั่นใจของคุณให้เพิ่มขึ้นได้อีกด้วย

2. ใช้สบู่สูตรที่เหมาะกับคุณ

หากคุณไม่ต้องการใช้สูตรผสมสมุนไพรต่าง ๆ ให้ยุ่งยาก คุณก็สามารถใช้สบู่ธรรมดา ๆ ขัดถูเป็นพิเศษเวลาอาบน้ำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ต้องเป็นสบู่ที่มีส่วนผสมหลักเป็นชะเอมเท่านั้น จึงจะช่วยให้ผิวส่วนนั้นของคุณนุ่มและขาวขึ้นได้ ทั้งนี้ หากลองบีบน้ำเลมอนประมาณครึ่งลูกผสมในเจลอาบน้ำ แล้วทาทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นจึงค่อยล้างออก ก็สามารถช่วยคุณได้เช่นกัน

3. bio oil ช่วยคุณได้

น้ำมัน bio oil นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ทำจากส่วมผสมตามธรรมชาติเป็นหลัก เช่น น้ำมันสกัดจากคาโมมายล์และลาเวนเดอร์ เพื่อใช้ลบเลือนริ้วรอยด่างดำและแผลเป็นโดยเฉพาะ จึงสามารถใช้ได้สารพัดประโยชน์ เพราะนอกจากจะช่วยให้รอยดำที่ขาหนีบของคุณจางลงได้แล้ว ยังสามารถใช้ลดรอยดำตามข้อพับอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นรักแร้หรือข้อพับขา เพื่อให้ผิวของคุณดูนุ่มเนียน และขาวขึ้นได้อีกด้วย เพียงแค่ทาบริเวณรอยด่างดำเป็นประจำทุกวันเท่านั้น

4. เอามะขามเปียกเข้าช่วย

ด้วยวิธีการง่าย ๆ เพียงแค่นำมะขามเปียกพอประมาณ น้ำอุ่น 1 ถ้วย และนมสดครึ่งกล่อง หรือ ประมาณ 100 มิลลิลิตร มาผสมเข้าด้วยกันจนมีลักษณะคล้ายครีม จากนั้นนำมาพอกบริเวณขาหนีบ และนวดเบา ๆ เท่านั้น ก็ช่วยให้รอยดำที่หยาบกร้านบริเวณขาหนีบ กลับมานุ่มนิ่ม และรอยดำจางลงได้ อย่างไรก็ตาม ควรทำเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

5. ใช้น้ำนมให้เป็นประโยชน์

นมเปรี้ยวที่มีส่วนผสมของกรดแลคติคสูง จะช่วยให้ผิวของคุณกลับมาเรียบเนียนและขาวขึ้นได้ ดังนั้นคุณจึงควรนำนมเปรี้ยวยี่ห้อใดก็ได้มาทาในบริเวณที่ผิวคล้ำเสีย เพื่อสุขภาพผิวที่ดีขึ้น นอกจากนี้ การดื่มนมอุ่นครึ่งแก้วผสมด้วยผงขมิ้นครึ่งช้อนชาอย่างต่อเนื่องทุก ๆ วัน ยังช่วยทำให้ผิวของคุณดูขาวขึ้นได้โดยไม่ต้องเสี่ยงกับอันตรายจากสารเคมีแบบครีมทาผิวอื่น ๆ อีกด้วย

6. ผสมสมุนไพรทาดู

ส่วนผสมที่ใช้ในสูตรนี้นั้นมีไม่มาก แถมยังหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่แพงอีกด้วย แค่เพียงนำน้ำมะนาว มาผสมกับผงขมิ้นและนมสด พอกทิ้งไว้บริเวณรอยด่างดำจนแห้ง จากนั้นจึงค่อยล้างออก ก็จะช่วยให้ผิวของคุณขาวและนุ่มเนียนขึ้นได้แล้ว

7. ขัดผิวเป็นประจำ

การขัดผิวอย่างสม่ำเสมอจะเป็นการช่วยผลัดเซลล์ผิวของคุณ ซึ่งจะช่วยให้ผิวของคุณหยาบกร้านน้อยลง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผิวบริเวณรอยด่างดำของคุณนั้นค่อนข้างบอบบาง จึงควรใช้แต่สครับสูตรที่สกัดจากธรรมชาติเท่านั้น

เพียงแค่ทำตามเทคนิคง่าย ๆ 7 ข้อนี้คุณก็ไม่ต้องกังวลกับรอยคล้ำเสียหยาบกร้านให้อายใครแล้ว สาว ๆ ลองไปทำกันดูนะจ๊ะ

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
ขนมถุง..ตัวอันตราย http://www.taladtoyota.com/kanom/ http://www.taladtoyota.com/kanom/ Sat, 12 May 2012 06:10:39 +0000 http://www.taladtoyota.com/kanom/

ขึ้นชื่อว่า ขนมแล้ว ใครๆก็ชอบกิน กินได้ไม่เบื่อ เป็นของโปรดปรานของใครหลายๆคน
แต่หารู้ไม่ว่า ยิ่งกินเยอะ ก็ยิ่งส่งผลต่อไตโดยตรงมากเท่านั้น

ทำความรู้จักกับ โซเดียม

โซเดียมเป็นสารอาหารที่สำคัญในตระกูลเกลือแร่ โซเดียมจัดอยู่ในกลุ่มอีเลคโทรไลต์ เมื่อละลายน้ำจะแยกตัวออกเป็น ไอออนที่มีประจุไฟฟ้าบวก โซเดียมมีมากที่สุดที่น้ำนอกเซลล์ โดยควบคุมความดันออสโมติกเพื่อรักษาปริมาณของน้ำนอกเซลล์ โซเดียมจะถูกดูดซึมได้ตลอดทางเดินอาหาร น้อยที่สุดที่กระเพาะอาหาร และมากที่สุดที่ลำไส้เล็กส่วนกลาง โซเดียมยังช่วยรักษา ความเป็นกรดและด่างของร่างกาย ช่วยนำซูโครสและกรดอะมิโน ไปเลี้ยงร่างกาย

ความสำคัญของ ไต

ไต เป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายมีขนาดประมาณกำปั้นของผู้เป็นเจ้าของรูปร่าง คล้ายถั่วแดงอยู่ด้านหลังทั้ง 2 ข้างของลำตัว ในแนวระดับของกระดูกซี่โครงล่าง (หรือเอง หรือเหนือระดับสะดือ) มีหน้าที่หลักในการขัดกรองของเสีย และน้ำส่วนเกินออกจากเลือด และยังมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมสมดุลของเกลือแร่ และกรดด่างในร่างกาย หลั่งฮอร์โมนช่วยควบคุมความดันโลหิต หลั่งฮอร์โมน ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และสร้างวิตามิน ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตหากไตไม่ทำงาน หรือทำงานไม่เพียงพอ เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ หรือมีโรคแทรกจะทำให้ระดับของเสีย และปริมาณน้ำคั่งค้างในร่างกาย หรือในเลือด จะปรากฏอาการเหล่านี้ คือ ปัสสาวะน้อย ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน มีเลือดในปัสสาวะ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน มีเลือดในปัสสาวะ มีอาการบวมที่มือและเท้า ปวดหลังในระดับชายโครง

ความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยที่เกิดภาวะไตวายระยะสุดท้าย มีสาเหตุที่สำคัญมาจากเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ต้องรักษาโดยการล้างไต หรือผ่าตัดเปลี่ยนไต หากรักษาโรคทั้งสองนี้ได้ก็จะทำให้โรคไตที่เกิดขึ้นทุเลา หรือชะลอการเปลี่ยนแปลงได้

โซเดียมมีความสัมพันธ์กับไตอย่างไร

1. ไตมีหน้าที่ขจัดของเสีย ยา สารพิษที่ละลายในน้ำออกทางปัสสาวะ

2. ดูดซึมและเก็บสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

3. รักษาปริมาณน้ำในร่างกาย โดยสงวนเก็บน้ำไว้ระบายน้ำส่วนที่ร่างกาย ไม่ต้องการออกจากร่างกาย

4. รักษาปริมาณของโซเดียมในยามที่ร่างกายขาดโซเดียม ระบายโซเดียมที่มากเกินต้องการออกทางปัสสาวะ ในกรณีที่ได้รับโซเดียมมากเกินไป

ดังนั้น ถ้าไตปกติจึงไม่มีอันตรายจากโซเดียมคั่งค้าง ไตมีหน้าที่ขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย โซเดียมจะถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะ บางส่วนจะออกมาทางอุจจาระและเหงื่อ และเมื่อสมรรถภาพของไตเสื่อมลง การคั่งของของเสียจะเกิดขึ้น รวมทั้งไตไม่สามารถขับโซเดียมส่วนเกินออกได้ ทำให้โซเดียมคั่งอยู่ในเลือด ทำให้ผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องลดการบริโภคอาหารที่มีเกลือโซเดียมน้อยลง

คนปกติมีความต้องการโซเดียมประมาณ 1,100-3,000 มิลลิกรัมต่อวัน เราได้โซเดียมจากอาหารรวมกับคลอไรด์ ในรูปของโซเดียมคลอไรด์ที่เรียกว่า เกลือแกง นอกจากนี้จะได้โซเดียมจากเครื่องปรุงรสทุกชนิด ที่มีเกลือแกงเป็นองค์ประกอบ เช่น น้ำปลา ผงชูรส ซอสซีอิ้วปรุงรส กะปิ อาหารหมักดอง ผัก-ผลไม้ดอง ไข่เค็ม ปลาเค็ม ฯลฯ การรับประทานขนมถุงที่ มีเกลือโซเดียมในปริมาณมาก หรือทานทีเดียวหลาย ๆ ถุงจะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมเพิ่มมากขึ้นจากอาหารปกติ ทำให้มีปริมาณโซเดียมส่วนเกินคั่งอยู่ในเลือดมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ไตถูกทำลายมากขึ้น

]]>


ขึ้นชื่อว่า ขนมแล้ว ใครๆก็ชอบกิน กินได้ไม่เบื่อ เป็นของโปรดปรานของใครหลายๆคน
แต่หารู้ไม่ว่า ยิ่งกินเยอะ ก็ยิ่งส่งผลต่อไตโดยตรงมากเท่านั้น

ทำความรู้จักกับ โซเดียม

โซเดียมเป็นสารอาหารที่สำคัญในตระกูลเกลือแร่ โซเดียมจัดอยู่ในกลุ่มอีเลคโทรไลต์ เมื่อละลายน้ำจะแยกตัวออกเป็น ไอออนที่มีประจุไฟฟ้าบวก โซเดียมมีมากที่สุดที่น้ำนอกเซลล์ โดยควบคุมความดันออสโมติกเพื่อรักษาปริมาณของน้ำนอกเซลล์ โซเดียมจะถูกดูดซึมได้ตลอดทางเดินอาหาร น้อยที่สุดที่กระเพาะอาหาร และมากที่สุดที่ลำไส้เล็กส่วนกลาง โซเดียมยังช่วยรักษา ความเป็นกรดและด่างของร่างกาย ช่วยนำซูโครสและกรดอะมิโน ไปเลี้ยงร่างกาย

ความสำคัญของ ไต

ไต เป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกายมีขนาดประมาณกำปั้นของผู้เป็นเจ้าของรูปร่าง คล้ายถั่วแดงอยู่ด้านหลังทั้ง 2 ข้างของลำตัว ในแนวระดับของกระดูกซี่โครงล่าง (หรือเอง หรือเหนือระดับสะดือ) มีหน้าที่หลักในการขัดกรองของเสีย และน้ำส่วนเกินออกจากเลือด และยังมีหน้าที่สำคัญในการควบคุมสมดุลของเกลือแร่ และกรดด่างในร่างกาย หลั่งฮอร์โมนช่วยควบคุมความดันโลหิต หลั่งฮอร์โมน ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง และสร้างวิตามิน ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตหากไตไม่ทำงาน หรือทำงานไม่เพียงพอ เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ หรือมีโรคแทรกจะทำให้ระดับของเสีย และปริมาณน้ำคั่งค้างในร่างกาย หรือในเลือด จะปรากฏอาการเหล่านี้ คือ ปัสสาวะน้อย ปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน มีเลือดในปัสสาวะ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน มีเลือดในปัสสาวะ มีอาการบวมที่มือและเท้า ปวดหลังในระดับชายโครง

ความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยที่เกิดภาวะไตวายระยะสุดท้าย มีสาเหตุที่สำคัญมาจากเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ต้องรักษาโดยการล้างไต หรือผ่าตัดเปลี่ยนไต หากรักษาโรคทั้งสองนี้ได้ก็จะทำให้โรคไตที่เกิดขึ้นทุเลา หรือชะลอการเปลี่ยนแปลงได้

โซเดียมมีความสัมพันธ์กับไตอย่างไร

1. ไตมีหน้าที่ขจัดของเสีย ยา สารพิษที่ละลายในน้ำออกทางปัสสาวะ

2. ดูดซึมและเก็บสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

3. รักษาปริมาณน้ำในร่างกาย โดยสงวนเก็บน้ำไว้ระบายน้ำส่วนที่ร่างกาย ไม่ต้องการออกจากร่างกาย

4. รักษาปริมาณของโซเดียมในยามที่ร่างกายขาดโซเดียม ระบายโซเดียมที่มากเกินต้องการออกทางปัสสาวะ ในกรณีที่ได้รับโซเดียมมากเกินไป

ดังนั้น ถ้าไตปกติจึงไม่มีอันตรายจากโซเดียมคั่งค้าง ไตมีหน้าที่ขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกาย โซเดียมจะถูกขับถ่ายออกทางปัสสาวะ บางส่วนจะออกมาทางอุจจาระและเหงื่อ และเมื่อสมรรถภาพของไตเสื่อมลง การคั่งของของเสียจะเกิดขึ้น รวมทั้งไตไม่สามารถขับโซเดียมส่วนเกินออกได้ ทำให้โซเดียมคั่งอยู่ในเลือด ทำให้ผู้ป่วยโรคไตจำเป็นต้องลดการบริโภคอาหารที่มีเกลือโซเดียมน้อยลง

คนปกติมีความต้องการโซเดียมประมาณ 1,100-3,000 มิลลิกรัมต่อวัน เราได้โซเดียมจากอาหารรวมกับคลอไรด์ ในรูปของโซเดียมคลอไรด์ที่เรียกว่า เกลือแกง นอกจากนี้จะได้โซเดียมจากเครื่องปรุงรสทุกชนิด ที่มีเกลือแกงเป็นองค์ประกอบ เช่น น้ำปลา ผงชูรส ซอสซีอิ้วปรุงรส กะปิ อาหารหมักดอง ผัก-ผลไม้ดอง ไข่เค็ม ปลาเค็ม ฯลฯ การรับประทานขนมถุงที่ มีเกลือโซเดียมในปริมาณมาก หรือทานทีเดียวหลาย ๆ ถุงจะทำให้ร่างกายได้รับโซเดียมเพิ่มมากขึ้นจากอาหารปกติ ทำให้มีปริมาณโซเดียมส่วนเกินคั่งอยู่ในเลือดมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ไตถูกทำลายมากขึ้น

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
อาหารชูกำลัง http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87/ Fri, 11 May 2012 09:45:46 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87/

คนเลือกอาหารและเครื่องดื่มที่ดี ซึ่งหมายถึงการมีโภชนาการที่ดีนั่นเอง และเมื่อร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะเป็นสูตรเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ดี ที่ส­ุด เพราะถ้าคนเรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ร่างกายก็มีความฟิตทุกส่วนนั่นเอง

แครอทและแอปริคอท แครอทเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อติดกลุ่มอาหารเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในชาว ตะว­ันออก ราชวงศ์กษัตริย์นิยมเสิร์ฟแครอทในงานเลี้ยงแนะนำหนุ่มสาวในการเลือกคู่ เนื่องจากแครอทมีสารเบต้าแคโรทีนสูง เชื่อกันว่า เบต้าแคโรทีนช่วยเพิ่มปริมาณสเปิร์มและระดับฮอร์โมนเพศโปรเจสเตอโรน ส่วนในประเทศจีนความเชื่อที่ปฏิบัติกันในกลุ่มเจ้าสาวจีน คือ ต้องรับประทานผลแอปริคอทเพื่อเพิ่มโอกาสปฏิสนธิ พูดง่ายๆ คือ จะได้ตั้งครรภ์เร็วขึ้น แอปริคอทมีสารเบต้าแคโรทีนและแมงกานีสสูง ซึ่งสารอาหารทั้งสองชนิดถูกใช้ในการสร้างฮอร์โมน

กล้วยหอม กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่เชื่อว่าเพิ่มความสามารถการมีเซ็กซ์ ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะนอกจากกล้วยจะมี โปตัสเซียมสูง ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทแล้ว ยังมีวิตามินบี 6 ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างสารสื่อข่าวในสมองอีกด้วย

มะเดื่อ มะเดื่อเป็นผลไม้ยอดนิยมที่เชื่อว่าเพิ่มสมรรถภาพทางเพศของชาวกรีกในสมัย โบราณ มะเดื่อมีวิตามินบีชนิดไนอะซินสูง วิตามินชนิดนี้ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในทุกส่วนของร่างกาย และนอกจากนี้ยังมีแมกนีเซียมสูง ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมน

หน่อไม้ฝรั่ง ประเพณีเก่าแก่ของชาวอังกฤษ เชื่อว่า การรับประทานหน่อไม้ฝรั่งต้มทุกเช้า เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน จะช่วยเพิ่มความรู้สึกทางเพศได้ดีทั้งอาจจะเป็นเพราะหน่อไม้ฝรั่งเป็นอาหาร อีกช­นิดหนึ่งที่เป็นแหล่งของไนอะซิน

ปลาและหอย ปลาและหอย เป็นอาหารที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางเพศอีกชนิดหนึ่งในวัฒนธรรมการกินอาหาร ของ­หลายๆ ประเทศ ถึงกับว่าเมื่อมีการรณรงค์ให้รับประทานอาหารทะเล สถาบันหอยนางรมของสหรัฐอเมริกาเหนือถึงกับใช้สโลแกนว่า กินหอยนางรม สร้างชีวิตรักให้ยืนยาว การเอ่ยอ้างเช่นนี้มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า หอยนางรมมีแร่ธาตุสังกะสีสูง และสังกะสีช่วยทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ตามทฤษฎีจะช่วยเพิ่มโอกาสการมีลูกนั่นเอง นอกจากนี้ สังกะสียังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต่อมลูกหมากบวมอักเสบ ซึ่งถ้าเกิดกับชายใดก็จะทำให้เกิดปัญหาทางเพศได้เช่นกัน

กรดโอเมก้า 3 ในอาหารทะเลเป็นสารอีกชนิดหนึ่งที่สร้างสารคล้ายฮอร์โมนชื่อ พลอสตาแกลนดิน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทในด้านการตอบสนองทางเซ็กซ์ และเคยใช้เป็นสารที่ใช้ฉีดเฉพาะที่ในชายที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ช่วยให้ผนังเส้นเลือดคลายตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าน้ำมันปลาแคปซูลจะให้ผลเหมือนอาหารธรรมชาติ ฉะนั้นคุณผู้ชายไม่ต้องวิ่งไปซื้อน้ำมันปลามารับประทานให้สิ้นเปลืองเปล่าๆ

ดังนั้น หลักของโภชนาการที่ดีร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอนั่นเอง ถ้าปฏิบัติตัวได้ตามนี้แล้วคงไม่ต้องเสียเงินซื้อยาโด๊ปต่างๆ ให้สิ้นเปลือง

]]>


คนเลือกอาหารและเครื่องดื่มที่ดี ซึ่งหมายถึงการมีโภชนาการที่ดีนั่นเอง และเมื่อร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะเป็นสูตรเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ดี ที่ส­ุด เพราะถ้าคนเรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ร่างกายก็มีความฟิตทุกส่วนนั่นเอง

แครอทและแอปริคอท แครอทเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อติดกลุ่มอาหารเพิ่มสมรรถภาพทางเพศในชาว ตะว­ันออก ราชวงศ์กษัตริย์นิยมเสิร์ฟแครอทในงานเลี้ยงแนะนำหนุ่มสาวในการเลือกคู่ เนื่องจากแครอทมีสารเบต้าแคโรทีนสูง เชื่อกันว่า เบต้าแคโรทีนช่วยเพิ่มปริมาณสเปิร์มและระดับฮอร์โมนเพศโปรเจสเตอโรน ส่วนในประเทศจีนความเชื่อที่ปฏิบัติกันในกลุ่มเจ้าสาวจีน คือ ต้องรับประทานผลแอปริคอทเพื่อเพิ่มโอกาสปฏิสนธิ พูดง่ายๆ คือ จะได้ตั้งครรภ์เร็วขึ้น แอปริคอทมีสารเบต้าแคโรทีนและแมงกานีสสูง ซึ่งสารอาหารทั้งสองชนิดถูกใช้ในการสร้างฮอร์โมน

กล้วยหอม กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่เชื่อว่าเพิ่มความสามารถการมีเซ็กซ์ ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะนอกจากกล้วยจะมี โปตัสเซียมสูง ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทแล้ว ยังมีวิตามินบี 6 ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างสารสื่อข่าวในสมองอีกด้วย

มะเดื่อ มะเดื่อเป็นผลไม้ยอดนิยมที่เชื่อว่าเพิ่มสมรรถภาพทางเพศของชาวกรีกในสมัย โบราณ มะเดื่อมีวิตามินบีชนิดไนอะซินสูง วิตามินชนิดนี้ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในทุกส่วนของร่างกาย และนอกจากนี้ยังมีแมกนีเซียมสูง ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างฮอร์โมน

หน่อไม้ฝรั่ง ประเพณีเก่าแก่ของชาวอังกฤษ เชื่อว่า การรับประทานหน่อไม้ฝรั่งต้มทุกเช้า เป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน จะช่วยเพิ่มความรู้สึกทางเพศได้ดีทั้งอาจจะเป็นเพราะหน่อไม้ฝรั่งเป็นอาหาร อีกช­นิดหนึ่งที่เป็นแหล่งของไนอะซิน

ปลาและหอย ปลาและหอย เป็นอาหารที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางเพศอีกชนิดหนึ่งในวัฒนธรรมการกินอาหาร ของ­หลายๆ ประเทศ ถึงกับว่าเมื่อมีการรณรงค์ให้รับประทานอาหารทะเล สถาบันหอยนางรมของสหรัฐอเมริกาเหนือถึงกับใช้สโลแกนว่า กินหอยนางรม สร้างชีวิตรักให้ยืนยาว การเอ่ยอ้างเช่นนี้มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า หอยนางรมมีแร่ธาตุสังกะสีสูง และสังกะสีช่วยทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น ตามทฤษฎีจะช่วยเพิ่มโอกาสการมีลูกนั่นเอง นอกจากนี้ สังกะสียังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดต่อมลูกหมากบวมอักเสบ ซึ่งถ้าเกิดกับชายใดก็จะทำให้เกิดปัญหาทางเพศได้เช่นกัน

กรดโอเมก้า 3 ในอาหารทะเลเป็นสารอีกชนิดหนึ่งที่สร้างสารคล้ายฮอร์โมนชื่อ พลอสตาแกลนดิน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทในด้านการตอบสนองทางเซ็กซ์ และเคยใช้เป็นสารที่ใช้ฉีดเฉพาะที่ในชายที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ช่วยให้ผนังเส้นเลือดคลายตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าน้ำมันปลาแคปซูลจะให้ผลเหมือนอาหารธรรมชาติ ฉะนั้นคุณผู้ชายไม่ต้องวิ่งไปซื้อน้ำมันปลามารับประทานให้สิ้นเปลืองเปล่าๆ

ดังนั้น หลักของโภชนาการที่ดีร่วมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอนั่นเอง ถ้าปฏิบัติตัวได้ตามนี้แล้วคงไม่ต้องเสียเงินซื้อยาโด๊ปต่างๆ ให้สิ้นเปลือง

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
ความเป็นมาของ " ไพ่ป๊อก " http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b9%8a%e0%b8%ad%e0%b8%81/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b9%8a%e0%b8%ad%e0%b8%81/ Thu, 10 May 2012 10:11:17 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b9%8a%e0%b8%ad%e0%b8%81/



" ไพ่ป๊อก " หรือเรียกกันทั่วไปว่า ไพ่ ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี สามารถเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน และ สามารถประยุกต์มาเป็นการทำนายดวงผ่านไพ่ ซึ่งก็ได้รับความนิยมกันแพร่หลาย ไพ่ทำจากแผ่นพลาสติกหรือกระดาษแข็งขนาดประมาณฝ่ามือใช้เพื่อการเล่นเกมไพ่ มีรูปร่างและจำนวนหน้าหรือใบแตกต่างกันไปตามชนิดของไพ่ แต่ชนิดหรือแบบที่นิยมมากที่สุด หน้าไพ่แบบชาติตะวันตก
คือไพ่หนึ่งสำรับจะมีจำนวน 52 ใบ ใน 52 ใบ จะหมายถึง สัปดาห์ทั้งหมดใน 1 ปี มี 52 สัปดาห์
เมื่อนำเลขมาบวกกันแล้วจะได้ 365 วัน ก็เท่ากับ 1 ปี

ว่ากันว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากฮินดูสถาน ในปีคริสต์ศตวรรษที่ 7 ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 1953 มีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อว่า นายเกิง โกเนอร์ (Gungoneur) ได้เป็นผู้คิดค้นทำไพ่ป๊อกขึ้นโดยคิดจำนวนของไพ่ป๊อกที่ใช้เล่นซึ่งมีจำนวน 52 ใบ
โดยให้ตรงกับจำนวนสัปดาห์ใน 1 ปี

โดยมีหน้าไพ่ 4 หน้า คือ
1.โพธิ์ดำ ♠
2.โพธิ์แดง ♠
3.ข้าวหลามตัด ♦
4.ดอกจิก ♣

ความหมายเกี่ยวกับกาลเวลาของวันคือ สีแดงหมายถึง กลางวัน ส่วนสีดำหมายถึง กลางคืน

โดยจะแบ่งออกเป็นตามฤดูกาล, วัยอายุ, กษัตริย์ เรียงตามลำดับดังนี้ โพธิ์แดง คือ ฤดูใบไม้ผลิ, วัยเยาว์หรือเด็ก, ชาร์เลอมองค์ (Charlemagne) ข้าวหลามตัด คือ ฤดูร้อน, วัยหนุ่มสาวหรือวัยรุ่น, อเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) ดอกจิก คือ ฤดูใบไม้ร่วง, วัยกลางคน หรือวัยหนุ่มใหญ่, จูเลียสซีซาร์ (Julius Caesar) โพธิ์ดำ คือ ฤดูหนาว, วัยชราหรือสูงอายุ, กษัตริย์เดวิด (David)

ตัวควีน หมายถึง พระนางคลีโอพัตรา (Cleopatra) พระนางเอสเธอร์ (Esther) พระนางแห่งซีบาร์ (Sheba) และ พระนางโบดิเซีย (Boadicea) เป็นตัวแทนของไพ่ควีน และเหล่า Jack ก็หมายถึงวีระบุรุษคนสำคัญต่างๆ ของโลก ของแถมๆ

โพธิ์แดง คือ ความรัก ดอกจิก คือ ความรู้ ข้าวหลามตัด คือ สินทรัพย์ โพธิ์ดำ คือ ความตาย]]>




" ไพ่ป๊อก " หรือเรียกกันทั่วไปว่า ไพ่ ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี สามารถเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน และ สามารถประยุกต์มาเป็นการทำนายดวงผ่านไพ่ ซึ่งก็ได้รับความนิยมกันแพร่หลาย ไพ่ทำจากแผ่นพลาสติกหรือกระดาษแข็งขนาดประมาณฝ่ามือใช้เพื่อการเล่นเกมไพ่ มีรูปร่างและจำนวนหน้าหรือใบแตกต่างกันไปตามชนิดของไพ่ แต่ชนิดหรือแบบที่นิยมมากที่สุด หน้าไพ่แบบชาติตะวันตก
คือไพ่หนึ่งสำรับจะมีจำนวน 52 ใบ ใน 52 ใบ จะหมายถึง สัปดาห์ทั้งหมดใน 1 ปี มี 52 สัปดาห์
เมื่อนำเลขมาบวกกันแล้วจะได้ 365 วัน ก็เท่ากับ 1 ปี

ว่ากันว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากฮินดูสถาน ในปีคริสต์ศตวรรษที่ 7 ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 1953 มีชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งชื่อว่า นายเกิง โกเนอร์ (Gungoneur) ได้เป็นผู้คิดค้นทำไพ่ป๊อกขึ้นโดยคิดจำนวนของไพ่ป๊อกที่ใช้เล่นซึ่งมีจำนวน 52 ใบ
โดยให้ตรงกับจำนวนสัปดาห์ใน 1 ปี

โดยมีหน้าไพ่ 4 หน้า คือ
1.โพธิ์ดำ ♠
2.โพธิ์แดง ♠
3.ข้าวหลามตัด ♦
4.ดอกจิก ♣

ความหมายเกี่ยวกับกาลเวลาของวันคือ สีแดงหมายถึง กลางวัน ส่วนสีดำหมายถึง กลางคืน

โดยจะแบ่งออกเป็นตามฤดูกาล, วัยอายุ, กษัตริย์ เรียงตามลำดับดังนี้ โพธิ์แดง คือ ฤดูใบไม้ผลิ, วัยเยาว์หรือเด็ก, ชาร์เลอมองค์ (Charlemagne) ข้าวหลามตัด คือ ฤดูร้อน, วัยหนุ่มสาวหรือวัยรุ่น, อเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) ดอกจิก คือ ฤดูใบไม้ร่วง, วัยกลางคน หรือวัยหนุ่มใหญ่, จูเลียสซีซาร์ (Julius Caesar) โพธิ์ดำ คือ ฤดูหนาว, วัยชราหรือสูงอายุ, กษัตริย์เดวิด (David)

ตัวควีน หมายถึง พระนางคลีโอพัตรา (Cleopatra) พระนางเอสเธอร์ (Esther) พระนางแห่งซีบาร์ (Sheba) และ พระนางโบดิเซีย (Boadicea) เป็นตัวแทนของไพ่ควีน และเหล่า Jack ก็หมายถึงวีระบุรุษคนสำคัญต่างๆ ของโลก ของแถมๆ

โพธิ์แดง คือ ความรัก ดอกจิก คือ ความรู้ ข้าวหลามตัด คือ สินทรัพย์ โพธิ์ดำ คือ ความตาย

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
ลากรถอย่างถูกวิธี http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5/ Wed, 9 May 2012 07:21:39 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%96%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%96%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5/

ถ้าหากพูดถึงสภาพรถที่ไม่พร้อมการใช้งาน เหตุรถเสียนั้นถือเป็นเรื่องที่แทบไม่สามารถจะเลี่ยงได้ โดยเฉพาะเมื่อปัญหา
ทางด้านเครื่องยนต์ไม่สามารถซ่อมได้ข้างถนน จึงต้องพึ่งตัวช่วย เพื่อให้ตัวเราปลอดภัยไม่เกิดอันตรายไปมากกว่านี้

"การลากรถ" นั้น เป็นวิธีหนึ่งที่เราหลายคนมักจะทำประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการนำรถไปยังที่ปลอดภัยชั่วคราวหรือเพื่อเดินทางไปพบช่างผู้ชำนาญการ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นไม่ให้ต้องนั่งตบยุงท่ามกลางความเปลี่ยวของถนน ตามปกติแล้วพวกเราคนเมืองหลวงมักไม่ค่อยได้ลากรถกันมากนัก เนื่องจากความสะดวกที่ถูลู่ถูกังไปทั้งยังงั้นไม่นานก็อาจจะเจออู่ที่เป็นงานหรือไม่ก็มีรถยกบริการที่พร้อมให้คุณเรียกใช้สะดวก แต่ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่เดินทางค่อนข้างบ่อยและรถแม้จะมีสภาพสมบูรณ์แต่ก็เริ่มอายุมาก คุณเองควรเรียนรู้วิธีลากรถด้วยตัวเองเอาไว้ ที่ง่ายๆไม่ยากมากมายนัก

1.อุปกรณ์ต้องพร้อม ข้อสำคัญของการลากรถนั้นไม่ได้อยู่ที่วิธีแต่มันขึ้นอยู่กับความพร้อมของตัวเอง ที่การลากรถนั้นจำเป็นต้องใช้ สิ่งของที่จะทำให้รถ 2 คันสามารถพ่วงเข้าหากันไปด้วยกันมาด้วยกัน ซึ่ง ปัจจุบันที่นิยมมีเชือก สลิง และ แป๊บลาก แต่เราอยากแนะนำให้ใช้สลิงดีกว่า เนื่องจากเชือกขาดง่าย ส่วนแป๊ปเหล็กนั้น สามารถสร้างความเสียหายให้ตัวรถได้ถ้าไม่ชำนาญการ

2.หาตัวช่วย เมื่อพร้อมแล้ว ก็ได้เวลาที่คุณต้องหาคนช่วยเหลือ โดยเฉพาะเมื่อทางออกที่ควรจะเลือกคือรถกระบะ เนื่องจากรถกระบะมีแรงบิดในรอบต่ำที่ดีจากเครื่องยนต์ดีเซลทำให้ลากได้ง่ายกว่า รถเก๋งด้วยกัน ส่วนในเมืองนั้นแท็กซี่ก็พอจัดให้ได้ แต่แนะว่าต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป

3.ได้เวลาลุย เมื่อคุณได้ทั้ง 2 อย่างครบแล้ว ก็ได้เวลาพ่วงรถคุณกับตัวช่วยเข้าด้วย ตามปกติแล้ว รถปัจจุบันแทบทุกรุ่นจะมีจุดลากมาให้ซึ่งจะเป็นห่วงเล็กๆ ที่ยึดเข้ากับแชสซีโดยตรงทำให้มีความแข็งแรงและไม่สร้างความเสียหายต่อตัวรถ แต่หากไม่มีให้ยึดกับจุดใดก็ได้ที่เป็นแชสซีของรถหรือไม่ก็ต้องเป็นชิ้นส่วนที่ติดกับโครงสร้างหลักโดยตรง

4.รู้วิธีขับข้อนี้สำคัญสุด การลากรถอาจจะฟังเหมือนง่ายแต่เอาเข้าจริงมันกลับทำยากกว่าที่พูด เพราะการกระทำแบบนี้ถือเป็นการเสี่ยงและจริงก็ไม่ค่อยอยากแนะนำแต่อย่างบอกบางครั้งเราเดินทางมันก็ไม่มีทางเลือกมากมายอะไรนัก

การขับรถเราโดยที่ถูกลากอยู่นั้นถือเป็นข้อสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเราต้องจับจังหวะให้ได้ โดยเฉพาะการใช้เชือกหรือสลิงจะลำบากกว่าใช้แป๊ปเล็กน้อย เพราะต้องคอยกะระยะว่าเมื่อไรเชือกตึงหรือกำลังผ่อน หลักการง่ายๆคือให้สังเกตระดับไฟหน้ารถเรากับคันที่ลากว่าเราความชิดมากแค่ไหน แต่จำไว้ว่าอย่าใกล้มากขนาดนั้น เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะไม่สามารถหยุดได้ทัน และอีกเรืองที่สำคัญ หากใช้เชือก/สลิงอย่าให้เกิดการกระตุกแรงๆเพราะมันอาจขาดได้แม้จะมีความหนาแน่นพอที่จะลากรถได้ก็ตาม

ทั้งนี้หากคุณมีปัญหากลางทางและไม่ค่อยมีประสบการณ์มากนักทางที่ดี ควรจะโทรหาหน่วยงานฉุกเฉิน/ตำรวจในพื้นที่เพื่อประสานงานรถยกไปยังอู่ที่ใกล้เคียงก่อนเพื่อตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น แต่หากปัญหาหนักจริงควรกลับมาซ่อมที่อู่ซึ่ง เราสามารถวางใจได้

]]>


ถ้าหากพูดถึงสภาพรถที่ไม่พร้อมการใช้งาน เหตุรถเสียนั้นถือเป็นเรื่องที่แทบไม่สามารถจะเลี่ยงได้ โดยเฉพาะเมื่อปัญหา
ทางด้านเครื่องยนต์ไม่สามารถซ่อมได้ข้างถนน จึงต้องพึ่งตัวช่วย เพื่อให้ตัวเราปลอดภัยไม่เกิดอันตรายไปมากกว่านี้

"การลากรถ" นั้น เป็นวิธีหนึ่งที่เราหลายคนมักจะทำประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการนำรถไปยังที่ปลอดภัยชั่วคราวหรือเพื่อเดินทางไปพบช่างผู้ชำนาญการ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือตัวเองเบื้องต้นไม่ให้ต้องนั่งตบยุงท่ามกลางความเปลี่ยวของถนน ตามปกติแล้วพวกเราคนเมืองหลวงมักไม่ค่อยได้ลากรถกันมากนัก เนื่องจากความสะดวกที่ถูลู่ถูกังไปทั้งยังงั้นไม่นานก็อาจจะเจออู่ที่เป็นงานหรือไม่ก็มีรถยกบริการที่พร้อมให้คุณเรียกใช้สะดวก แต่ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่เดินทางค่อนข้างบ่อยและรถแม้จะมีสภาพสมบูรณ์แต่ก็เริ่มอายุมาก คุณเองควรเรียนรู้วิธีลากรถด้วยตัวเองเอาไว้ ที่ง่ายๆไม่ยากมากมายนัก

1.อุปกรณ์ต้องพร้อม ข้อสำคัญของการลากรถนั้นไม่ได้อยู่ที่วิธีแต่มันขึ้นอยู่กับความพร้อมของตัวเอง ที่การลากรถนั้นจำเป็นต้องใช้ สิ่งของที่จะทำให้รถ 2 คันสามารถพ่วงเข้าหากันไปด้วยกันมาด้วยกัน ซึ่ง ปัจจุบันที่นิยมมีเชือก สลิง และ แป๊บลาก แต่เราอยากแนะนำให้ใช้สลิงดีกว่า เนื่องจากเชือกขาดง่าย ส่วนแป๊ปเหล็กนั้น สามารถสร้างความเสียหายให้ตัวรถได้ถ้าไม่ชำนาญการ

2.หาตัวช่วย เมื่อพร้อมแล้ว ก็ได้เวลาที่คุณต้องหาคนช่วยเหลือ โดยเฉพาะเมื่อทางออกที่ควรจะเลือกคือรถกระบะ เนื่องจากรถกระบะมีแรงบิดในรอบต่ำที่ดีจากเครื่องยนต์ดีเซลทำให้ลากได้ง่ายกว่า รถเก๋งด้วยกัน ส่วนในเมืองนั้นแท็กซี่ก็พอจัดให้ได้ แต่แนะว่าต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไป

3.ได้เวลาลุย เมื่อคุณได้ทั้ง 2 อย่างครบแล้ว ก็ได้เวลาพ่วงรถคุณกับตัวช่วยเข้าด้วย ตามปกติแล้ว รถปัจจุบันแทบทุกรุ่นจะมีจุดลากมาให้ซึ่งจะเป็นห่วงเล็กๆ ที่ยึดเข้ากับแชสซีโดยตรงทำให้มีความแข็งแรงและไม่สร้างความเสียหายต่อตัวรถ แต่หากไม่มีให้ยึดกับจุดใดก็ได้ที่เป็นแชสซีของรถหรือไม่ก็ต้องเป็นชิ้นส่วนที่ติดกับโครงสร้างหลักโดยตรง

4.รู้วิธีขับข้อนี้สำคัญสุด การลากรถอาจจะฟังเหมือนง่ายแต่เอาเข้าจริงมันกลับทำยากกว่าที่พูด เพราะการกระทำแบบนี้ถือเป็นการเสี่ยงและจริงก็ไม่ค่อยอยากแนะนำแต่อย่างบอกบางครั้งเราเดินทางมันก็ไม่มีทางเลือกมากมายอะไรนัก

การขับรถเราโดยที่ถูกลากอยู่นั้นถือเป็นข้อสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเราต้องจับจังหวะให้ได้ โดยเฉพาะการใช้เชือกหรือสลิงจะลำบากกว่าใช้แป๊ปเล็กน้อย เพราะต้องคอยกะระยะว่าเมื่อไรเชือกตึงหรือกำลังผ่อน หลักการง่ายๆคือให้สังเกตระดับไฟหน้ารถเรากับคันที่ลากว่าเราความชิดมากแค่ไหน แต่จำไว้ว่าอย่าใกล้มากขนาดนั้น เพราะหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะไม่สามารถหยุดได้ทัน และอีกเรืองที่สำคัญ หากใช้เชือก/สลิงอย่าให้เกิดการกระตุกแรงๆเพราะมันอาจขาดได้แม้จะมีความหนาแน่นพอที่จะลากรถได้ก็ตาม

ทั้งนี้หากคุณมีปัญหากลางทางและไม่ค่อยมีประสบการณ์มากนักทางที่ดี ควรจะโทรหาหน่วยงานฉุกเฉิน/ตำรวจในพื้นที่เพื่อประสานงานรถยกไปยังอู่ที่ใกล้เคียงก่อนเพื่อตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้น แต่หากปัญหาหนักจริงควรกลับมาซ่อมที่อู่ซึ่ง เราสามารถวางใจได้

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
เคล็ดลับสู่ความเซ็กซี่ http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%88/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%88/ Mon, 7 May 2012 06:15:47 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%88/


ทราบกันหรือไม่ว่านอกจากความสวยน่ารักแล้ว ผู้ชายเขาปราถนาอะไรในตัวของผู้หญิง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ชายร้อยทั้งร้อยก็ชอบผู้หญิงเซ็กส์ซี่ ถ้าคุณคิดว่าความเซ็กซี่เป็นอะไรที่ห่างไกลจากตัวคุณ และเป็นเรื่องยากลำบากเหลือ เพราะคุณคุ้นเคยอยู่แต่กับชุดทำงานแบบเรียบๆ หรือกางเกงยีนส์กับเสื้อเชิร์ต ลองมาดูวิธีการเหล่านี้ที่จะทำให้คุณดูเซ็กซี่ขึ้มาได้ค่ะ

1.มีลูกเล่นกับเส้นโค้ง
ไม่มีอะไรที่จะดูเซ็กซี่ไปกว่าส่วนเว้าส่วนโค้งอีกแล้วล่ะค่ะ ถ้าคุณมีอยู่แล้ว จงมั่นใจในมัน แต่ถ้าคุณไม่มี จงบากบั่นไปหา(ซื้อ)มันมา เพียงสวมชุดชั้นในแบบดันทรง(push bra) และโชว์ออฟทรัพย์สินล้ำค่าที่มีอยุ่ในตัวคุณแบบที่โค้งอวบ(ชูชัน) แล้วดึงสายตามายังส่วนโค้งอื่นอีก เช่น กางเกงยีนส์สกินนี่ หรือกระโปรงทรงแคบรัดติ้วพอดีตัว อุ๊ย.. ซี๊ด

2.เพิ่มความสูง
รองเท้าส้นสูงเป็นอะไรอีกอย่างที่ทำให้ดูเซ็กซี่ แต่ถ้าพระเจ้าลำเอียงให้ส่วนสูงคุณมาน้อยกว่าคนอื่น แถมช่วงขายังสั้นจุ๊ด กรุณาหลีกเลี่ยงส้นตึก เตารีด หรือรองเท้าบูท โปรดเลือกรองเท้าที่คุณใส่แล้วดูเพรียว ส่งเสริมภาพลักษณ์ช่วงขาเรียวงาม เช่น ส้นเข็ม หรือส้นสูงแบบที่ส้นเรียวๆหน่อย หรือแบบที่หน้าไม่กว้าง ประเภทรองเท้าหัวโตเอาไว้ใส่วันอื่นค่ะ

3.มิกซ์แอนด์แมทช์สี
ผู้หญิงเราอาจดูเซ็กซี่ได้แม้จะอยู่ในชุดลิตเติ้ลแบล็กเดรสแบบเรียบๆ เพียงแค่คุณรู้จักที่จะเติมบางสีลงไป อาจเป็นที่กระเป๋าถือใบจิ๋วสีแวววาวเล่นแสงไฟ หรือริมฝีปากแดงฉ่ำเย้ายวน การเล่นสีสันในที่ที่ควรเป็นการพลิกโฉมสาวเฉิ่มสู่สาวเซ็กซี่ในชั่วพริบตา คำเตือน เลือกเล่นในจุดที่ควรนะคะ ประเภทใส่เสื้อหลากสี แล้วยังเติมสารพัดเครื่องประดับ กรุณาเลือกใช้วันอื่นค่ะ

4.ให้ความสำคัญกับริมฝีปากและดวงตา
สำคัญมากในการแต่งตัวลุคเซ็กซี่ คุณควรจัดเต็มกับสโมกกี้อาย ขนตาปลอมยาวเป็นแพ และริมฝีปากสีฉ่ำที่อาจไม่ต้องใช้สีสันจ้านในกรณีที่คุณเต็มที่กับดวงตาไปแล้ว แต่อย่าลืมเติมลิปกรอสเพิ่มความแวววาวทับลงไป รับรองแจ่ม

สุดท้าย อย่าลืมพกความมั่นใจในตัวเองไว้ตลอดเวลานะค่ะ เพราะความมั่นนี่แหล่ะที่จะทำมห้คุณดูดีได้ไม่ว่าไปไหนหรือแต่งชุดไหนก็ทำให้คุณดูดีขึ้นไดค่ะ ]]>



ทราบกันหรือไม่ว่านอกจากความสวยน่ารักแล้ว ผู้ชายเขาปราถนาอะไรในตัวของผู้หญิง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ชายร้อยทั้งร้อยก็ชอบผู้หญิงเซ็กส์ซี่ ถ้าคุณคิดว่าความเซ็กซี่เป็นอะไรที่ห่างไกลจากตัวคุณ และเป็นเรื่องยากลำบากเหลือ เพราะคุณคุ้นเคยอยู่แต่กับชุดทำงานแบบเรียบๆ หรือกางเกงยีนส์กับเสื้อเชิร์ต ลองมาดูวิธีการเหล่านี้ที่จะทำให้คุณดูเซ็กซี่ขึ้มาได้ค่ะ

1.มีลูกเล่นกับเส้นโค้ง
ไม่มีอะไรที่จะดูเซ็กซี่ไปกว่าส่วนเว้าส่วนโค้งอีกแล้วล่ะค่ะ ถ้าคุณมีอยู่แล้ว จงมั่นใจในมัน แต่ถ้าคุณไม่มี จงบากบั่นไปหา(ซื้อ)มันมา เพียงสวมชุดชั้นในแบบดันทรง(push bra) และโชว์ออฟทรัพย์สินล้ำค่าที่มีอยุ่ในตัวคุณแบบที่โค้งอวบ(ชูชัน) แล้วดึงสายตามายังส่วนโค้งอื่นอีก เช่น กางเกงยีนส์สกินนี่ หรือกระโปรงทรงแคบรัดติ้วพอดีตัว อุ๊ย.. ซี๊ด

2.เพิ่มความสูง
รองเท้าส้นสูงเป็นอะไรอีกอย่างที่ทำให้ดูเซ็กซี่ แต่ถ้าพระเจ้าลำเอียงให้ส่วนสูงคุณมาน้อยกว่าคนอื่น แถมช่วงขายังสั้นจุ๊ด กรุณาหลีกเลี่ยงส้นตึก เตารีด หรือรองเท้าบูท โปรดเลือกรองเท้าที่คุณใส่แล้วดูเพรียว ส่งเสริมภาพลักษณ์ช่วงขาเรียวงาม เช่น ส้นเข็ม หรือส้นสูงแบบที่ส้นเรียวๆหน่อย หรือแบบที่หน้าไม่กว้าง ประเภทรองเท้าหัวโตเอาไว้ใส่วันอื่นค่ะ

3.มิกซ์แอนด์แมทช์สี
ผู้หญิงเราอาจดูเซ็กซี่ได้แม้จะอยู่ในชุดลิตเติ้ลแบล็กเดรสแบบเรียบๆ เพียงแค่คุณรู้จักที่จะเติมบางสีลงไป อาจเป็นที่กระเป๋าถือใบจิ๋วสีแวววาวเล่นแสงไฟ หรือริมฝีปากแดงฉ่ำเย้ายวน การเล่นสีสันในที่ที่ควรเป็นการพลิกโฉมสาวเฉิ่มสู่สาวเซ็กซี่ในชั่วพริบตา คำเตือน เลือกเล่นในจุดที่ควรนะคะ ประเภทใส่เสื้อหลากสี แล้วยังเติมสารพัดเครื่องประดับ กรุณาเลือกใช้วันอื่นค่ะ

4.ให้ความสำคัญกับริมฝีปากและดวงตา
สำคัญมากในการแต่งตัวลุคเซ็กซี่ คุณควรจัดเต็มกับสโมกกี้อาย ขนตาปลอมยาวเป็นแพ และริมฝีปากสีฉ่ำที่อาจไม่ต้องใช้สีสันจ้านในกรณีที่คุณเต็มที่กับดวงตาไปแล้ว แต่อย่าลืมเติมลิปกรอสเพิ่มความแวววาวทับลงไป รับรองแจ่ม

สุดท้าย อย่าลืมพกความมั่นใจในตัวเองไว้ตลอดเวลานะค่ะ เพราะความมั่นนี่แหล่ะที่จะทำมห้คุณดูดีได้ไม่ว่าไปไหนหรือแต่งชุดไหนก็ทำให้คุณดูดีขึ้นไดค่ะ

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
8 วิธีดับอารมณ์ร้อน http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%93/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%93/ Sat, 5 May 2012 08:32:11 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%93/

คนทุกคนย่อมมี ช่วงเวลาที่ โกรธ ไม่พอใจด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งปัจจัยอาจมาจากสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น อากาศ บุคคลรอบข้าง ถ้าเราระงับอารมณ์ได้ ก็จะส่งผลดีทั้งในแง่จิตใจและสัมพันธภาพ มี 8 วิธีที่ช่วยได้ ดังนี้

1. นับ 1-10 ..... ในยามที่คุณไม่สบอารมณ์กับคำพูดของเพื่อนบางคน แล้วแทนที่จะสวนกลับด้วยคำพูดที่เจ็บแสบพอกัน กลับปรับอารมณ์ตัวเองด้วยการนับ 1 -10 ในใจ เพื่อที่จะห้ามตัวเอง และมีเวลาพิจารณาคำพูดของเพื่อน ๆ ว่า กำลังอยู่ใน อารมณ์ที่กำลังเย้าแหย่เล่น มากกว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ป่วยการที่จะโกรธเคืองให้งานกร่อย ปล่อยให้เล่นสนุกไปสักพักเดี๋ยวก็เลิกเล่นกันเองแหล่ะ แต่ถ้ายังทนไม่ไหว ก็เพิ่มจาก 10 เป็น 20 30 จนถึง 100

2. เลี่ยงหลบๆ ไปให้พ้น ..... ถ้ารู้ว่าเป็นคนอารมณ์ร้อน และมักจะใช้กำลังทำลายข้าวของ หรือแม้กระทั่งคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า วิธีการเลี่ยงออกไปจากตรงนั้นเป็นการดีที่สุด สองมือล้วงกระเป๋าสองเท้าก้าวออกไปจากจุดนั้น จนกว่าจะสามารถระงับอารมณ์ตัวเองได้ จึงหันหน้ากลับมายังทิศทางเดิมเพื่อสะสางปัญหา

3. ตั้งใจฟัง.....ระหว่างการอภิปรายหรือโต้เถียงอย่างรุนแรง และคุณก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกพาดพิง และวิจารณ์อย่างดุเดือด การโต้ตอบทันทีทันใดแบบเลือดขึ้นหน้า เป็นการเปล่าประโยชน์และแสดงวุฒิภาวะทางอารมณ์อย่างไม่ควจจะเป็น การตั้งใจฟังจะทำให้คุณใคร่ครวญ ถึงคำพูดที่ถูดพาดพิงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะคนที่พูดนั้นมีโอกาสที่จะพลาดได้มากกว่าคนที่ไม่พูดอะไรเลย

4. หมั่นฝึกสมาธิ.....สมาธิเป็นการฝึกจิตชั้นดีที่สุดที่สามารถทำให้คนอารมณ์ร้อนกลายเป็นคนอารมณ์เย็น สุขุมนุ่มลึก สมองปลอดโปร่ง แล้วบรรดาเรื่องต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถกวนคุณให้อารมณ์ปะทุขึ้นได้โดยง่าย

5. ฝึกอ่านหนังสือตั้งแต่ต้นจนจบ.....เปิดหนังสือหน้าแรกก็ต้องรีบวาง ไม่ใช่ว่าหนังสือหน้าเบื่อ แต่เป็นเพราะคุณไม่อาจทนต่อการอ่านหนังสือจนจบได้ ดังนั้นการฝึกอ่านหนังสือตั้งแต่หน้าแรกไปถึงหน้าสุดท้าย นอกจากจะได้ความคิดดี ๆ แล้ว ยังลดความพลุ่งพล่านทางอารมณ์ของคุณได้อีกด้วย

6. คิดหาเหตุผล.....หลักการทางวิทยาศาสตร์ยังใช้ได้ดีกับคนอารมณ์ร้อนอีกด้วย จงใช้วิจารณญาณ ในการคิดและตัดสินใจ จะพบว่าที่เคยร้อนจะผ่อนคลายลงเป็นเย็นเยียบ และเฉียบขาดในการแก้ไขปัญหานั้น ๆ

7. ฝึกขอโทษ..... คำว่าขอโทษสามารถระงับอารมณ์ร้อนของคุณเองได้ แล้วยังสามารถระงับอารมณ์เดือด ๆ ของคนอื่นได้ด้วย การเริ่มตันในบางสถาณการณ์ด้วยคำว่าขอโทษ องศาเดือดที่ทำท่าว่าจะคุกรุ่นย่อมลดลงด้วยเช่นกัน

8. ยิ้มเข้าไว้ ..... คุณเคยยิ้มแบบเสแสร้งไหม ? ยิ้มแบบที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ยิ้มแก้เขิน ยิ้มทั้ง ๆ ที่ไม่อยากยิ้ม แต่เมื่อยิ้มออกไปแล้วจะไม่มีภัยมาถึงตัว เพราะรอยยิ้มคือมิตรภาพ คือความอบอุ่น คือไมตรีจิตที่ส่งถึงกันได้ การยิ้มบ่อย ๆ จะสามารถระงับอารมณ์ร้อน ๆ ของคุณได้อย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

]]>


คนทุกคนย่อมมี ช่วงเวลาที่ โกรธ ไม่พอใจด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งปัจจัยอาจมาจากสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น อากาศ บุคคลรอบข้าง ถ้าเราระงับอารมณ์ได้ ก็จะส่งผลดีทั้งในแง่จิตใจและสัมพันธภาพ มี 8 วิธีที่ช่วยได้ ดังนี้

1. นับ 1-10 ..... ในยามที่คุณไม่สบอารมณ์กับคำพูดของเพื่อนบางคน แล้วแทนที่จะสวนกลับด้วยคำพูดที่เจ็บแสบพอกัน กลับปรับอารมณ์ตัวเองด้วยการนับ 1 -10 ในใจ เพื่อที่จะห้ามตัวเอง และมีเวลาพิจารณาคำพูดของเพื่อน ๆ ว่า กำลังอยู่ใน อารมณ์ที่กำลังเย้าแหย่เล่น มากกว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ป่วยการที่จะโกรธเคืองให้งานกร่อย ปล่อยให้เล่นสนุกไปสักพักเดี๋ยวก็เลิกเล่นกันเองแหล่ะ แต่ถ้ายังทนไม่ไหว ก็เพิ่มจาก 10 เป็น 20 30 จนถึง 100

2. เลี่ยงหลบๆ ไปให้พ้น ..... ถ้ารู้ว่าเป็นคนอารมณ์ร้อน และมักจะใช้กำลังทำลายข้าวของ หรือแม้กระทั่งคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า วิธีการเลี่ยงออกไปจากตรงนั้นเป็นการดีที่สุด สองมือล้วงกระเป๋าสองเท้าก้าวออกไปจากจุดนั้น จนกว่าจะสามารถระงับอารมณ์ตัวเองได้ จึงหันหน้ากลับมายังทิศทางเดิมเพื่อสะสางปัญหา

3. ตั้งใจฟัง.....ระหว่างการอภิปรายหรือโต้เถียงอย่างรุนแรง และคุณก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกพาดพิง และวิจารณ์อย่างดุเดือด การโต้ตอบทันทีทันใดแบบเลือดขึ้นหน้า เป็นการเปล่าประโยชน์และแสดงวุฒิภาวะทางอารมณ์อย่างไม่ควจจะเป็น การตั้งใจฟังจะทำให้คุณใคร่ครวญ ถึงคำพูดที่ถูดพาดพิงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะคนที่พูดนั้นมีโอกาสที่จะพลาดได้มากกว่าคนที่ไม่พูดอะไรเลย

4. หมั่นฝึกสมาธิ.....สมาธิเป็นการฝึกจิตชั้นดีที่สุดที่สามารถทำให้คนอารมณ์ร้อนกลายเป็นคนอารมณ์เย็น สุขุมนุ่มลึก สมองปลอดโปร่ง แล้วบรรดาเรื่องต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถกวนคุณให้อารมณ์ปะทุขึ้นได้โดยง่าย

5. ฝึกอ่านหนังสือตั้งแต่ต้นจนจบ.....เปิดหนังสือหน้าแรกก็ต้องรีบวาง ไม่ใช่ว่าหนังสือหน้าเบื่อ แต่เป็นเพราะคุณไม่อาจทนต่อการอ่านหนังสือจนจบได้ ดังนั้นการฝึกอ่านหนังสือตั้งแต่หน้าแรกไปถึงหน้าสุดท้าย นอกจากจะได้ความคิดดี ๆ แล้ว ยังลดความพลุ่งพล่านทางอารมณ์ของคุณได้อีกด้วย

6. คิดหาเหตุผล.....หลักการทางวิทยาศาสตร์ยังใช้ได้ดีกับคนอารมณ์ร้อนอีกด้วย จงใช้วิจารณญาณ ในการคิดและตัดสินใจ จะพบว่าที่เคยร้อนจะผ่อนคลายลงเป็นเย็นเยียบ และเฉียบขาดในการแก้ไขปัญหานั้น ๆ

7. ฝึกขอโทษ..... คำว่าขอโทษสามารถระงับอารมณ์ร้อนของคุณเองได้ แล้วยังสามารถระงับอารมณ์เดือด ๆ ของคนอื่นได้ด้วย การเริ่มตันในบางสถาณการณ์ด้วยคำว่าขอโทษ องศาเดือดที่ทำท่าว่าจะคุกรุ่นย่อมลดลงด้วยเช่นกัน

8. ยิ้มเข้าไว้ ..... คุณเคยยิ้มแบบเสแสร้งไหม ? ยิ้มแบบที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ยิ้มแก้เขิน ยิ้มทั้ง ๆ ที่ไม่อยากยิ้ม แต่เมื่อยิ้มออกไปแล้วจะไม่มีภัยมาถึงตัว เพราะรอยยิ้มคือมิตรภาพ คือความอบอุ่น คือไมตรีจิตที่ส่งถึงกันได้ การยิ้มบ่อย ๆ จะสามารถระงับอารมณ์ร้อน ๆ ของคุณได้อย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
เอาชนะความโกรธระหว่างคุณกับคนรัก http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84/ Fri, 4 May 2012 06:30:11 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84/


คนรักกันอยู่ด้วยกันก็เหมือนลิ้นกับฟันที่ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้างในบางเวลา แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราควรที่จะทำให้มันเกิดผลกระทบที่ไม่รุนแรงไม่ทำร้ายจิตใจของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่เราควรจะรู้และทำคือ

1. เวลาโกรธพยายามอย่าพูดอะไร
คำพูดที่ออกตอนขณะอารมณ์โกรธจะเป็นคำพูดที่รุนแรง และบั่นทอนจิตใจของคู่สนทนาหรือคนรอบข้าง ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างโกรธ จะทำให้เหตุการณ์ปะทะรุนแรงมากยิ่งขึ้น คุณอาจพลั้งเอ่ยคำหยาบออกไปโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งอาจได้คำหยาบจากฝ่ายตรงข้ามกลับมาด้วยเช้นกัน ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นควร เงียบไว้ก่อนจะกว่าอารมณ์เป็นปกติ หรือเดินหนีไปเพื่อระงับอารมณ์ให้ลงสู่ปรกติก่อนจึงค่อยพูดคุบปรับความเข้า ใจกันใหม่อีกครั้ง

2. ใช้เหตุผลให้มาก พยายามวางตัวเป็นผู้ใหญ่
เมื่อคุณรู้สึกโกรธ ให้ก้าวออกมาจากสถานการณ์นั้นก่อนแล้วบอกตัวเองว่า ความโกรธไม่ช่วยอะไรใคร มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าคุณอาจจะยังมีความโกรธอยู่ แต่การคิดอยู่ในใจจะช่วยให้คุณผู้หญิงเอาใจออกห่างอารมณ์โกรธออกมาได้บ้าง และควรางตัวเป็นผู้ใหย่พยามนิ่งไว้เพื่อสงบอามรณ์ที่ปะทุอยู่ภายใน ค่อยเรียบเรียงใช้คำพูดที่มีเหตุผลเพื่ออธิบายและพูดคุยดีกว่าค่ะ

3. ควรมองคนอื่นด้วยความเห็นใจ
ให้ลองนึกภาพจิตนาการดู ว่าคนที่ทำให้เราโกรธว่าเป็นเด็กอายุ 5 ขวบ ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ คุณจึงควรให้ความความเห็นใจให้กับศัตรูหรือคนที่คุณผู้หญิงกำลังปะทะอารมณ์ โกรธอยู่ด้วย เช่น ถ้าน้องชายเข้ามาแกล้งคุณ คุณคงไม่โกรธน้องเพราะเห็นว่าน้องยังเด็กอยู่ ลองฝึกปฏิบัติแบบนี้กับคนในครอบครัวที่ทำให้คุณโกรธบ่อย จะช่วยทำให้คุณผู้หญิงระงับอารมณ์ของคุณผู้หญิงกับคู่รักได้มากขึ้นค่ะ

4.ให้นึกถึงคุณค่าของคำว่าสันติมากกว่าความโกรธ และทำความเข้าใจกับมุมมองของอีกฝ่าย
ถ้าคุณค่ากับสันติและความสงบว่าเป็นสิ่งเพิ่มพูนจิตใจจะช่วยให้คลายความโกรธ ลง จริงๆ คุณผู้หญิงอาจจะรู้โกรธสึกโกรธอยู่ลึกๆ แต่ให้พยายามทำความเข้าใจถึงเหตุผลของคู่รักด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณก็พยายามเข้าใจความคิดและยอมรับเค้าด้วยเช่นกัน

5. หันไปใส่ใจเรื่องอื่นแทน เพื่อระงับอารมณ์โกรธ
ขณะกำลังโกรธกัน ให้มองหาข้อดีของคู่รัก หรือคิดถึงเรื่องในอดีตที่คุณผู้หญิงและเขามีความสุขด้วยกัน เป็นการคิดบวกช่วยลบล้างความคิดในแง่ลบ จะช่วยลดความโกรธในใจคุณผู้หญิงลงได้

6. หายใจลึกๆ และทำสมาธิ อย่าขึ้นเสียงหรือตะโกน
การหายใจลึกๆ ช่วยดับความโกรธได้ การฝึกทำสมาธิช่วยนำความสงบสุขมาให้กับฝ่ายตรงข้าม เหมือนกับการแผ่เมตตาให้คู่ของคุณผู้หญิงแทน อย่างน้อยใจเราได้สงบไม่ทุกข์ร้อน อย่าใช้เสียงดังเพราะจะเป็นการปะทุอารณ์ให้อีกฝ่ายใช้เสียงดังตามไปด้วยและ เหตุการณ์จะรุนแรงมากขึ้น

7. ยิ้มได้ให้เข้าไว้แม่จะรู้สึกโกรธก็ตาม
การยิ้มทำให้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างไม่ต้องพูดอะไรออกมา เพราะการที่คุณพยายามยิ้มนั่นแหละ คือคุณพยายามทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายกำลังเริ่มดีขึ้นแล้ว อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาดีต่อกันอีกด้วย ช่วยคลายความตึงเครียดระหว่างกันคู่รักขณะมีปัญหาได้อย่างดีทีเดียวค่ะ ]]>



คนรักกันอยู่ด้วยกันก็เหมือนลิ้นกับฟันที่ต้องมีกระทบกระทั่งกันบ้างในบางเวลา แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเราควรที่จะทำให้มันเกิดผลกระทบที่ไม่รุนแรงไม่ทำร้ายจิตใจของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่เราควรจะรู้และทำคือ

1. เวลาโกรธพยายามอย่าพูดอะไร
คำพูดที่ออกตอนขณะอารมณ์โกรธจะเป็นคำพูดที่รุนแรง และบั่นทอนจิตใจของคู่สนทนาหรือคนรอบข้าง ถ้าทั้งสองฝ่ายต่างโกรธ จะทำให้เหตุการณ์ปะทะรุนแรงมากยิ่งขึ้น คุณอาจพลั้งเอ่ยคำหยาบออกไปโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งอาจได้คำหยาบจากฝ่ายตรงข้ามกลับมาด้วยเช้นกัน ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นควร เงียบไว้ก่อนจะกว่าอารมณ์เป็นปกติ หรือเดินหนีไปเพื่อระงับอารมณ์ให้ลงสู่ปรกติก่อนจึงค่อยพูดคุบปรับความเข้า ใจกันใหม่อีกครั้ง

2. ใช้เหตุผลให้มาก พยายามวางตัวเป็นผู้ใหญ่
เมื่อคุณรู้สึกโกรธ ให้ก้าวออกมาจากสถานการณ์นั้นก่อนแล้วบอกตัวเองว่า ความโกรธไม่ช่วยอะไรใคร มีแต่จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าคุณอาจจะยังมีความโกรธอยู่ แต่การคิดอยู่ในใจจะช่วยให้คุณผู้หญิงเอาใจออกห่างอารมณ์โกรธออกมาได้บ้าง และควรางตัวเป็นผู้ใหย่พยามนิ่งไว้เพื่อสงบอามรณ์ที่ปะทุอยู่ภายใน ค่อยเรียบเรียงใช้คำพูดที่มีเหตุผลเพื่ออธิบายและพูดคุยดีกว่าค่ะ

3. ควรมองคนอื่นด้วยความเห็นใจ
ให้ลองนึกภาพจิตนาการดู ว่าคนที่ทำให้เราโกรธว่าเป็นเด็กอายุ 5 ขวบ ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ คุณจึงควรให้ความความเห็นใจให้กับศัตรูหรือคนที่คุณผู้หญิงกำลังปะทะอารมณ์ โกรธอยู่ด้วย เช่น ถ้าน้องชายเข้ามาแกล้งคุณ คุณคงไม่โกรธน้องเพราะเห็นว่าน้องยังเด็กอยู่ ลองฝึกปฏิบัติแบบนี้กับคนในครอบครัวที่ทำให้คุณโกรธบ่อย จะช่วยทำให้คุณผู้หญิงระงับอารมณ์ของคุณผู้หญิงกับคู่รักได้มากขึ้นค่ะ

4.ให้นึกถึงคุณค่าของคำว่าสันติมากกว่าความโกรธ และทำความเข้าใจกับมุมมองของอีกฝ่าย
ถ้าคุณค่ากับสันติและความสงบว่าเป็นสิ่งเพิ่มพูนจิตใจจะช่วยให้คลายความโกรธ ลง จริงๆ คุณผู้หญิงอาจจะรู้โกรธสึกโกรธอยู่ลึกๆ แต่ให้พยายามทำความเข้าใจถึงเหตุผลของคู่รักด้วย เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณก็พยายามเข้าใจความคิดและยอมรับเค้าด้วยเช่นกัน

5. หันไปใส่ใจเรื่องอื่นแทน เพื่อระงับอารมณ์โกรธ
ขณะกำลังโกรธกัน ให้มองหาข้อดีของคู่รัก หรือคิดถึงเรื่องในอดีตที่คุณผู้หญิงและเขามีความสุขด้วยกัน เป็นการคิดบวกช่วยลบล้างความคิดในแง่ลบ จะช่วยลดความโกรธในใจคุณผู้หญิงลงได้

6. หายใจลึกๆ และทำสมาธิ อย่าขึ้นเสียงหรือตะโกน
การหายใจลึกๆ ช่วยดับความโกรธได้ การฝึกทำสมาธิช่วยนำความสงบสุขมาให้กับฝ่ายตรงข้าม เหมือนกับการแผ่เมตตาให้คู่ของคุณผู้หญิงแทน อย่างน้อยใจเราได้สงบไม่ทุกข์ร้อน อย่าใช้เสียงดังเพราะจะเป็นการปะทุอารณ์ให้อีกฝ่ายใช้เสียงดังตามไปด้วยและ เหตุการณ์จะรุนแรงมากขึ้น

7. ยิ้มได้ให้เข้าไว้แม่จะรู้สึกโกรธก็ตาม
การยิ้มทำให้สถานการณ์ดีขึ้นอย่างไม่ต้องพูดอะไรออกมา เพราะการที่คุณพยายามยิ้มนั่นแหละ คือคุณพยายามทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายกำลังเริ่มดีขึ้นแล้ว อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นเจตนาดีต่อกันอีกด้วย ช่วยคลายความตึงเครียดระหว่างกันคู่รักขณะมีปัญหาได้อย่างดีทีเดียวค่ะ

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
วิธีดูแลรักษาชุดว่ายน้ำที่ใครก็ทำได้ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89/ Wed, 2 May 2012 08:05:00 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b9%89/


พร้อมอวดโฉมชุดว่ายน้ำใหม่ในช่วงวันหยุดหน้าร้อนกันหรือยังค่ะ นอกเหนือจาก การฟิตร่างกายเพื่อให้รูปร่างและสุขภาพดีในชุดว่ายน้ำตัวใหม่แล้ว ขอแนะนำให้อ่านข้อแนะนำเกี่ยวกับการดูแล ชุดว่ายน้ำตัวเก่งของคุณควบคู่ไปด้วย เผื่อว่าปีหน้าจะได้ไม่ต้องซื้อชุดใหม่ให้เปลืองสตางค์

1. สำหรับชุดว่ายน้ำตัวใหม่ที่เพิ่งแกะออกจากถุง ให้แช่ชุดว่ายน้ำในน้ำเปล่าผสมกับน้ำส้มสายชูเป็นเวลา 30 นาที เป็นอย่างแรกเลย (น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำเปล่า 1 ควอทหรือ 1/2 แกลลอน) เพื่อป้องกันสีสันของชุดสวย ไม่ให้ซีดจางก่อนเวลาอันควร

2. ก่อนลงว่ายน้ำในสระหรือน้ำทะเล ให้ใส่ชุดว่ายน้ำอาบน้ำฝักบัวหรือแช่ชุดลงในน้ำเปล่าเสียก่อน เพื่อให้ชุดมี ความสามารถในการดูดซึมคลอรีนหรือน้ำเกลือได้น้อยลง

3. ซักชุดว่ายน้ำด้วยมือในน้ำสบู่อ่อนๆ ทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จ น้ำเปล่าไม่สามารถชำระล้างคลอรีนและน้ำ เกลือได้หมดหรอกนะคะ จริงๆ แล้วใช้ Swim Suit Cleaner ในการซักจะดีที่สุด เช่น Speedo Swimsuit Cleaner สั่งซื้อได้ทาง www.amazon.com ถ้าเป็นชุดใหม่เอี่ยม ให้ซักแยกต่างหากสัก 2-3 ครั้ง เพื่อกันไม่ให้สีตกใส่ชุด อื่น

4. ห้ามซักชุดว่ายน้ำในเครื่องซักผ้าเด็ดขาด เพราะเครื่องซักผ้าจะทำลายเนื้อผ้า Lycra และฟองน้ำเสริมหน้าอกที่ เย็บติดมากับชุด และห้ามใส่น้ำยาฟอกขาวในการซักชุดว่ายน้ำ

5. ห้ามตากชุดว่ายน้ำกลางแดดจ้าและห้ามใส่ในเครื่องอบผ้า เพราะแสงแดดและความร้อนเป็นตัวทำลาย Lycra และ Spandex ทำให้ชุดว่ายน้ำมีความยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้ทั้งยืดทั้งยานในที่สุด แถมแสงแดดยังเป็นตัวเร่งให้สี สดสวยของชุดว่ายน้ำซีดจางเร็วขึ้นอีกด้วย ควรตากให้แห้งโดยการแขวนไว้ในที่ร่ม

6. หากต้องการบีบน้ำออกจากชุดว่ายน้ำ ให้ม้วนด้วยผ้าเช็ดตัวสะอาด โทนสีอ่อน ไร้ขนหรือใยสำลี แล้วค่อยบีบ น้ำออก แต่อย่าเผลอลืมทิ้งไว้ในกระเป๋ากีฬาของคุณเด็ดขาดนะคะ เพราะความชื้นที่สะสมจะทำให้ชุดว่ายน้ำมี กลิ่นอับชื้น แถมถ้าวางกระเป๋าไว้กลางแดดด้วยนี่ ความร้อนจะยิ่งเร่งทำลายให้ชุดพังเร็วขึ้นไปอีก

7. ถ้าคิดจะว่ายน้ำทุกวัน ควรมีชุดว่ายน้ำไว้สลับใช้ เพราะชุดว่ายน้ำต้องการเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงที่จะให้แห้ง สนิทและคืนรูป ซึ่งจะช่วยลดปัญหาชุดว่ายน้ำยืดและยานได้ด้วย

8. ทุกครั้งที่จะนั่งลงบนขอบสระหรือบนพื้นผิวใดๆ ให้ปูผ้าเช็ดตัวก่อนนั่งเสมอ เพราะแม้แต่พื้นผิวซึ่งมือจับดูก็ไม่ รู้สึกว่าหยาบหรือสาก อาจเป็นพื้นผิวที่หยาบเกินไปสำหรับชุดว่ายน้ำของคุณอยู่ดี ซึ่งจะแกะเกี่ยวชุดคุณทำให้เป็น ขุยได้

9. สำหรับสาวๆที่รักการอาบแดด ขอแนะนำให้อาบแดดในชุดว่ายน้ำที่ยังแห้งก่อนลงน้ำ เพราะแสงแดดส่องลงบน ผ้าเปียกจะทำลายชุดว่ายน้ำได้ง่ายขึ้น หากคิดจะว่ายน้ำก่อน ให้เปลี่ยนเป็นชุดใหม่ที่ยังแห้งอยู่ก่อนที่จะอาบแดด และถ้าเป็นไปได้ให้หลีกเลี่ยงซันแทนโลชั่นในรูปน้ำมัน เพราะมีคุณสมบัติเป็นตัวทำลายความยืดหยุ่นของเนื้อผ้า ทั้งยังทำให้ชุดเป็นคราบได้อีกด้วย

10. หากต้องการกำจัดคราบหรือรอยเปื้อนบนชุดว่ายน้ำ ให้เริ่มทำความสะอาดจากข้างใต้รอยคราบ คือเช็ดและ ดันคราบขึ้นมาด้านบน ไม่ใช่ถูจากด้านบนและกดให้คราบฝังลึกลงไปด้านล่าง

11. การแช่ในบ่อน้ำร้อน จาคุซซี่ อาบน้ำแร่ แช่น้ำนม ล้วนแต่เป็นตัวการร้ายต่อชุดว่ายน้ำ ทั้งเร่งกระบวนการซีด จางของสี และทำให้ชุดว่ายน้ำยืดย้วยเสียทรงรวดเร็วที่สุด ถ้าเป็นไปได้ ให้ใส่ชุดว่ายน้ำตัวเก่าหรือตัวที่เบื่อแล้ว ลงแช่ในบ่อน้ำร้อน และอย่าลืมทำความสะอาดด้วยวิธีที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นโดยด่วนหลังการใช้ งาน เพื่อชำระ ล้างสารเคมีทั้งหลายที่เจือมากับในน้ำ ]]>



พร้อมอวดโฉมชุดว่ายน้ำใหม่ในช่วงวันหยุดหน้าร้อนกันหรือยังค่ะ นอกเหนือจาก การฟิตร่างกายเพื่อให้รูปร่างและสุขภาพดีในชุดว่ายน้ำตัวใหม่แล้ว ขอแนะนำให้อ่านข้อแนะนำเกี่ยวกับการดูแล ชุดว่ายน้ำตัวเก่งของคุณควบคู่ไปด้วย เผื่อว่าปีหน้าจะได้ไม่ต้องซื้อชุดใหม่ให้เปลืองสตางค์

1. สำหรับชุดว่ายน้ำตัวใหม่ที่เพิ่งแกะออกจากถุง ให้แช่ชุดว่ายน้ำในน้ำเปล่าผสมกับน้ำส้มสายชูเป็นเวลา 30 นาที เป็นอย่างแรกเลย (น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำเปล่า 1 ควอทหรือ 1/2 แกลลอน) เพื่อป้องกันสีสันของชุดสวย ไม่ให้ซีดจางก่อนเวลาอันควร

2. ก่อนลงว่ายน้ำในสระหรือน้ำทะเล ให้ใส่ชุดว่ายน้ำอาบน้ำฝักบัวหรือแช่ชุดลงในน้ำเปล่าเสียก่อน เพื่อให้ชุดมี ความสามารถในการดูดซึมคลอรีนหรือน้ำเกลือได้น้อยลง

3. ซักชุดว่ายน้ำด้วยมือในน้ำสบู่อ่อนๆ ทุกครั้งที่ใช้งานเสร็จ น้ำเปล่าไม่สามารถชำระล้างคลอรีนและน้ำ เกลือได้หมดหรอกนะคะ จริงๆ แล้วใช้ Swim Suit Cleaner ในการซักจะดีที่สุด เช่น Speedo Swimsuit Cleaner สั่งซื้อได้ทาง www.amazon.com ถ้าเป็นชุดใหม่เอี่ยม ให้ซักแยกต่างหากสัก 2-3 ครั้ง เพื่อกันไม่ให้สีตกใส่ชุด อื่น

4. ห้ามซักชุดว่ายน้ำในเครื่องซักผ้าเด็ดขาด เพราะเครื่องซักผ้าจะทำลายเนื้อผ้า Lycra และฟองน้ำเสริมหน้าอกที่ เย็บติดมากับชุด และห้ามใส่น้ำยาฟอกขาวในการซักชุดว่ายน้ำ

5. ห้ามตากชุดว่ายน้ำกลางแดดจ้าและห้ามใส่ในเครื่องอบผ้า เพราะแสงแดดและความร้อนเป็นตัวทำลาย Lycra และ Spandex ทำให้ชุดว่ายน้ำมีความยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้ทั้งยืดทั้งยานในที่สุด แถมแสงแดดยังเป็นตัวเร่งให้สี สดสวยของชุดว่ายน้ำซีดจางเร็วขึ้นอีกด้วย ควรตากให้แห้งโดยการแขวนไว้ในที่ร่ม

6. หากต้องการบีบน้ำออกจากชุดว่ายน้ำ ให้ม้วนด้วยผ้าเช็ดตัวสะอาด โทนสีอ่อน ไร้ขนหรือใยสำลี แล้วค่อยบีบ น้ำออก แต่อย่าเผลอลืมทิ้งไว้ในกระเป๋ากีฬาของคุณเด็ดขาดนะคะ เพราะความชื้นที่สะสมจะทำให้ชุดว่ายน้ำมี กลิ่นอับชื้น แถมถ้าวางกระเป๋าไว้กลางแดดด้วยนี่ ความร้อนจะยิ่งเร่งทำลายให้ชุดพังเร็วขึ้นไปอีก

7. ถ้าคิดจะว่ายน้ำทุกวัน ควรมีชุดว่ายน้ำไว้สลับใช้ เพราะชุดว่ายน้ำต้องการเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงที่จะให้แห้ง สนิทและคืนรูป ซึ่งจะช่วยลดปัญหาชุดว่ายน้ำยืดและยานได้ด้วย

8. ทุกครั้งที่จะนั่งลงบนขอบสระหรือบนพื้นผิวใดๆ ให้ปูผ้าเช็ดตัวก่อนนั่งเสมอ เพราะแม้แต่พื้นผิวซึ่งมือจับดูก็ไม่ รู้สึกว่าหยาบหรือสาก อาจเป็นพื้นผิวที่หยาบเกินไปสำหรับชุดว่ายน้ำของคุณอยู่ดี ซึ่งจะแกะเกี่ยวชุดคุณทำให้เป็น ขุยได้

9. สำหรับสาวๆที่รักการอาบแดด ขอแนะนำให้อาบแดดในชุดว่ายน้ำที่ยังแห้งก่อนลงน้ำ เพราะแสงแดดส่องลงบน ผ้าเปียกจะทำลายชุดว่ายน้ำได้ง่ายขึ้น หากคิดจะว่ายน้ำก่อน ให้เปลี่ยนเป็นชุดใหม่ที่ยังแห้งอยู่ก่อนที่จะอาบแดด และถ้าเป็นไปได้ให้หลีกเลี่ยงซันแทนโลชั่นในรูปน้ำมัน เพราะมีคุณสมบัติเป็นตัวทำลายความยืดหยุ่นของเนื้อผ้า ทั้งยังทำให้ชุดเป็นคราบได้อีกด้วย

10. หากต้องการกำจัดคราบหรือรอยเปื้อนบนชุดว่ายน้ำ ให้เริ่มทำความสะอาดจากข้างใต้รอยคราบ คือเช็ดและ ดันคราบขึ้นมาด้านบน ไม่ใช่ถูจากด้านบนและกดให้คราบฝังลึกลงไปด้านล่าง

11. การแช่ในบ่อน้ำร้อน จาคุซซี่ อาบน้ำแร่ แช่น้ำนม ล้วนแต่เป็นตัวการร้ายต่อชุดว่ายน้ำ ทั้งเร่งกระบวนการซีด จางของสี และทำให้ชุดว่ายน้ำยืดย้วยเสียทรงรวดเร็วที่สุด ถ้าเป็นไปได้ ให้ใส่ชุดว่ายน้ำตัวเก่าหรือตัวที่เบื่อแล้ว ลงแช่ในบ่อน้ำร้อน และอย่าลืมทำความสะอาดด้วยวิธีที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นโดยด่วนหลังการใช้ งาน เพื่อชำระ ล้างสารเคมีทั้งหลายที่เจือมากับในน้ำ

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
10 ข้อผิดพลาดเรื่องรถ เมื่อพาสาวออกเดท http://www.taladtoyota.com/10-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7/ http://www.taladtoyota.com/10-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7/ Tue, 1 May 2012 04:29:51 +0000 http://www.taladtoyota.com/10-%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%96-%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7/


1. แสดงอารมณ์หงุดหงิดระหว่างขับรถ มีหลากหลายเรื่องชวนหงุดหงิดที่คุณต้องพบเจอบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นรถติดเป็นเวลานาน รถคันหน้าขับช้าเหมือนเต่า หรือจู่ ๆ จะมีใครเดินตัดหน้ารถไม่ดูตาม้าตาเรือก็ตาม แน่นอนว่า คุณต้องรู้สึกหงุดหงิดจนต้องสบถคำด่าต่าง ๆ ออกมาบ่อยครั้ง แต่หากคุณไปกับคู่เดทของคุณแล้ว นี่เป็นสิ่งที่บั่นทอนความประทับใจของคู่เดทคุณเอาได้ง่าย ๆ เลยล่ะค่ะ ดังนั้น ควรสวมบทผู้ชายใจเย็นไว้ก่อนเป็นดี เพราะถึงแม้จะหงุดหงิดยังไงคุณก็ยังมีเธอคุยด้วยอยู่ข้าง ๆ แล้วนี่ จะอารมณ์เสียไปทำไมกันจริงไหม

2. รถของคุณสกปรกเกินคำบรรยาย คุณรู้ไหมว่าเดทแรกของคุณนั้น สาว ๆ เค้าจะสังเกตทุก ๆ อย่างที่คุณเป็นเลยล่ะ ซึ่งหากรถคุณสกปรกจนเรียกได้ว่าทุกพื้นที่จะต้องมีฝุ่นเกาะให้ระแคะระคายสาย ตาไปหมดแล้ว จะมีสาวกี่คนที่หลงใหลได้ปลื้มกับความสกปรกซกมกของผู้ชายบ้าง เผลอ ๆ เค้าคิดไปถึงเรื่องสภาพห้องและการรักษาความสะอาดของคุณเลยทีเดียว ดังนั้นเรื่องความสะอาดของรถนี่เป็นสิ่งสำคัญนะคะ เอ้า! รู้แบบนี้แล้ว หนุ่ม ๆ ก็ควรล้างรถก่อนไปหาเธอดีกว่า รับรองว่ามันจะเรียกคะแนนความประทับใจจากเธอได้มากเลยทีเดียว

3. รถของคุณสะอาดเกินไป ผู้หญิงนั้นได้ชื่อว่าเป็นอาร์ทตัวแม่ อะไรที่น้อยเกินไปก็ไม่ดี อะไรที่มากเกินไปก็ไม่ได้ เรื่องรถของคุณก็คงไม่ต่างกัน มันลำบากแค่ไหนหากในรถต้องปูด้วยหนังสือพิมพ์ทุกครั้งที่เธอย่างก้าวขึ้นรถ และไม่เพียงแค่นั้น กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่คุณวางไว้ทั้งหน้ารถหลังรถเพื่อปรับบรรยากาศดี ๆ ที่มันดีซะจนเล่นเอาแสบจมูกกันเลย สิ่งนี้จะพาลทำให้เธอมองคุณว่าเป็นพวกรักความสะอาดทุกระเบียดนิ้วจนเธอต้อง ยอมแพ้ แต่มันไม่ได้ทำให้เธอประทับใจคุณหรอกค่ะ ในความคิดของผู้หญิงยังไงเธอก็อยากจัดการเรื่องความสะอาดให้ผู้ชายบ้าง หากรักความสะอาดเกินไปจะกลายเป็นสิ่งที่น่ารำคาญซะมากกว่า

4. เรื่องมากกับการจ่ายค่าจอดรถ จ่ายเงินซื้ออะไรต่อมิอะไรได้มากมาย แต่กลับคิดแล้วคิดอีกกับเรื่องค่าจอดรถใกล้สถานที่ออกเดท นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บั่นทอนความประทับใจของสาว ๆ ได้ไม่น้อย คุณลองคิดดูสิว่า หากคุณวนหาพื้นที่ว่างข้างถนนสำหรับจอดรถที่ไกลกว่าสถานที่ออกเดท นอกจากเธอจะมองว่าคุณเป็นไอ้ขี้งกแล้ว ยังทำให้เธอต้องหงุดหงิดกับการเดินตากแดดไกล ๆ อีกด้วยแน่ะ

5. รถเสีย แต่ไม่ยอมเรียกช่าง ผู้ชายหลายคนเลือกที่จะโทรถามคนนู้นคนนี้ ว่ารถเสียแบบนี้ต้องซ่อมกันยังไง ซึ่งบางครั้งกว่าจะรู้ว่าควรทำยังไงก็เสียเวลาติดต่อไปซะหลายสาย เสียเวลาไปเป็นชั่วโมง แถมคุณต้องสวมวิญญาณเป็นช่างซ่อมรถลงไปซ่อมรถให้เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนอีก แล้วมันจะเดทต่ออย่างราบรื่นได้ยังไงล่ะนั่น เพราะฉะนั้นการซ่อมรถด้วยตนเองไม่ใช่การแสดงความเป็นสุภาพบุรุษแน่นอน ยิ่งเมื่อคุณอยู่ในที่ที่เรียกช่างได้ง่ายแล้ว อย่าปล่อยให้เสียเวลากับเรื่องน่าหงุดหงิดแบบนี้มากมากเลยค่ะ เดี๋ยวเดทจะกร่อยเอาซะเปล่า ๆ

6. นั่งขับรถอย่างสบายอารมณ์เกินเหตุ หนุ่ม ๆ หลาย ๆ คนอาจจะเคยชินกับการนั่งขับรถแบบล่องลอย ไร้อารมณ์ แต่นั่นแสดงให้เห็นถึงบุคลิกของคุณ ซึ่งสาว ๆ หลาย ๆ คนเค้ามองคุณอยู่ เดี๋ยวพาลจะไม่ปลื้มเอาได้ง่าย ๆ เลยล่ะ

7. เปิดเพลงดังจนต้องนั่งอุดหู สาว ๆ หลายคนเข้าใจหนุ่ม ๆ ดีว่า การเปิดเพลงดัง ๆ ขณะขับรถนั้นเป็นความสุขอย่างหนึ่งของคุณ แต่เข้าใจไม่ได้หมายถึงเธอจะชอบให้คุณเปิดดังตามใจคุณหรอกค่ะ รู้ไหมว่ามันน่ารำคาญแค่ไหนหากคุณเปิดเพลงโชว์คุณภาพเครื่องเสียงชนิดแผ่น ดินแทบสะเทือน ดังนั้นโปรดจำไว้ว่า ทุกครั้งที่คุณขับรถไปกับคู่เดทของคุณ ควรเปิดเพลงจังหวะสบาย ๆ ที่ฟังแล้วผ่อนคลายและไม่หนักหูไว้ก่อน หากสาวเจ้าชื่นชอบเพลงดัง ๆ เหมือนกันค่อยว่ากันอีกที

8. ขับรถเร็วเกินไป จริงอยู่ที่เวลาหนุ่ม ๆ ขับรถเร็ว มันทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังลอยฉิว หรือขับจรวดอยู่บนอากาศ คุณอาจจะรู้สึกปลอดภัยเพราะคุณเป็นคนขับเอง แต่คนที่นั่งข้าง ๆ ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นกับคุณหรอกนะคะ เพราะฉะนั้นควรคำนึงถึงความรู้สึกของเธอซะหน่อยเวลาที่ไปไหนมาไหนกับเธอ ให้เธอรู้สึกดีและปลอดภัยเวลาไปกับคุณดีกว่า แบบนี้คุณได้ใจเธอมาเป็นกองเลยนะจะบอกให้

9. จอดรถสะเปะสะปะ ไม่ใช่ความสามารถที่น่าชื่นชมเลย หากคุณจอดรถได้ในพื้นที่แคบ ๆ ที่ไม่ว่าจะเอียงขวาหรือเอียงซ้ายให้ท้ายรถโผล่ออกมายังไงก็ขอให้ได้จอด แม้ใครจะว่ายังไงก็ไม่สน นี่แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นระเบียบของคุณ หรือที่เรียกว่าชุ่ยนั่นเอง

10. ดื่มหนักทั้ง ๆ ที่ต้องขับรถ ไม่ว่าคุณจะไปดื่มกับเธอก็ตามที เธอคงไม่ปลื้มหากคุณดื่มซะจนเมามาย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองต้องขับรถไปส่งเธอที่บ้าน หรือไปเที่ยวกันต่อก็เถอะ ดังนั้น จะดีกว่ามาก หากคุณแสดงให้เธอเห็นว่า คุณคิดที่จะรับผิดชอบชีวิตเธอ และดูแลเธอให้ปลอดภัยได้ ด้วยการลิมิตปริมาณการดื่มของตัวเองให้พอเหมาะ ไม่ใช่เมามายไปกับเธอด้วยอีกคน ]]>



1. แสดงอารมณ์หงุดหงิดระหว่างขับรถ มีหลากหลายเรื่องชวนหงุดหงิดที่คุณต้องพบเจอบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นรถติดเป็นเวลานาน รถคันหน้าขับช้าเหมือนเต่า หรือจู่ ๆ จะมีใครเดินตัดหน้ารถไม่ดูตาม้าตาเรือก็ตาม แน่นอนว่า คุณต้องรู้สึกหงุดหงิดจนต้องสบถคำด่าต่าง ๆ ออกมาบ่อยครั้ง แต่หากคุณไปกับคู่เดทของคุณแล้ว นี่เป็นสิ่งที่บั่นทอนความประทับใจของคู่เดทคุณเอาได้ง่าย ๆ เลยล่ะค่ะ ดังนั้น ควรสวมบทผู้ชายใจเย็นไว้ก่อนเป็นดี เพราะถึงแม้จะหงุดหงิดยังไงคุณก็ยังมีเธอคุยด้วยอยู่ข้าง ๆ แล้วนี่ จะอารมณ์เสียไปทำไมกันจริงไหม

2. รถของคุณสกปรกเกินคำบรรยาย คุณรู้ไหมว่าเดทแรกของคุณนั้น สาว ๆ เค้าจะสังเกตทุก ๆ อย่างที่คุณเป็นเลยล่ะ ซึ่งหากรถคุณสกปรกจนเรียกได้ว่าทุกพื้นที่จะต้องมีฝุ่นเกาะให้ระแคะระคายสาย ตาไปหมดแล้ว จะมีสาวกี่คนที่หลงใหลได้ปลื้มกับความสกปรกซกมกของผู้ชายบ้าง เผลอ ๆ เค้าคิดไปถึงเรื่องสภาพห้องและการรักษาความสะอาดของคุณเลยทีเดียว ดังนั้นเรื่องความสะอาดของรถนี่เป็นสิ่งสำคัญนะคะ เอ้า! รู้แบบนี้แล้ว หนุ่ม ๆ ก็ควรล้างรถก่อนไปหาเธอดีกว่า รับรองว่ามันจะเรียกคะแนนความประทับใจจากเธอได้มากเลยทีเดียว

3. รถของคุณสะอาดเกินไป ผู้หญิงนั้นได้ชื่อว่าเป็นอาร์ทตัวแม่ อะไรที่น้อยเกินไปก็ไม่ดี อะไรที่มากเกินไปก็ไม่ได้ เรื่องรถของคุณก็คงไม่ต่างกัน มันลำบากแค่ไหนหากในรถต้องปูด้วยหนังสือพิมพ์ทุกครั้งที่เธอย่างก้าวขึ้นรถ และไม่เพียงแค่นั้น กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศที่คุณวางไว้ทั้งหน้ารถหลังรถเพื่อปรับบรรยากาศดี ๆ ที่มันดีซะจนเล่นเอาแสบจมูกกันเลย สิ่งนี้จะพาลทำให้เธอมองคุณว่าเป็นพวกรักความสะอาดทุกระเบียดนิ้วจนเธอต้อง ยอมแพ้ แต่มันไม่ได้ทำให้เธอประทับใจคุณหรอกค่ะ ในความคิดของผู้หญิงยังไงเธอก็อยากจัดการเรื่องความสะอาดให้ผู้ชายบ้าง หากรักความสะอาดเกินไปจะกลายเป็นสิ่งที่น่ารำคาญซะมากกว่า

4. เรื่องมากกับการจ่ายค่าจอดรถ จ่ายเงินซื้ออะไรต่อมิอะไรได้มากมาย แต่กลับคิดแล้วคิดอีกกับเรื่องค่าจอดรถใกล้สถานที่ออกเดท นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บั่นทอนความประทับใจของสาว ๆ ได้ไม่น้อย คุณลองคิดดูสิว่า หากคุณวนหาพื้นที่ว่างข้างถนนสำหรับจอดรถที่ไกลกว่าสถานที่ออกเดท นอกจากเธอจะมองว่าคุณเป็นไอ้ขี้งกแล้ว ยังทำให้เธอต้องหงุดหงิดกับการเดินตากแดดไกล ๆ อีกด้วยแน่ะ

5. รถเสีย แต่ไม่ยอมเรียกช่าง ผู้ชายหลายคนเลือกที่จะโทรถามคนนู้นคนนี้ ว่ารถเสียแบบนี้ต้องซ่อมกันยังไง ซึ่งบางครั้งกว่าจะรู้ว่าควรทำยังไงก็เสียเวลาติดต่อไปซะหลายสาย เสียเวลาไปเป็นชั่วโมง แถมคุณต้องสวมวิญญาณเป็นช่างซ่อมรถลงไปซ่อมรถให้เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนอีก แล้วมันจะเดทต่ออย่างราบรื่นได้ยังไงล่ะนั่น เพราะฉะนั้นการซ่อมรถด้วยตนเองไม่ใช่การแสดงความเป็นสุภาพบุรุษแน่นอน ยิ่งเมื่อคุณอยู่ในที่ที่เรียกช่างได้ง่ายแล้ว อย่าปล่อยให้เสียเวลากับเรื่องน่าหงุดหงิดแบบนี้มากมากเลยค่ะ เดี๋ยวเดทจะกร่อยเอาซะเปล่า ๆ

6. นั่งขับรถอย่างสบายอารมณ์เกินเหตุ หนุ่ม ๆ หลาย ๆ คนอาจจะเคยชินกับการนั่งขับรถแบบล่องลอย ไร้อารมณ์ แต่นั่นแสดงให้เห็นถึงบุคลิกของคุณ ซึ่งสาว ๆ หลาย ๆ คนเค้ามองคุณอยู่ เดี๋ยวพาลจะไม่ปลื้มเอาได้ง่าย ๆ เลยล่ะ

7. เปิดเพลงดังจนต้องนั่งอุดหู สาว ๆ หลายคนเข้าใจหนุ่ม ๆ ดีว่า การเปิดเพลงดัง ๆ ขณะขับรถนั้นเป็นความสุขอย่างหนึ่งของคุณ แต่เข้าใจไม่ได้หมายถึงเธอจะชอบให้คุณเปิดดังตามใจคุณหรอกค่ะ รู้ไหมว่ามันน่ารำคาญแค่ไหนหากคุณเปิดเพลงโชว์คุณภาพเครื่องเสียงชนิดแผ่น ดินแทบสะเทือน ดังนั้นโปรดจำไว้ว่า ทุกครั้งที่คุณขับรถไปกับคู่เดทของคุณ ควรเปิดเพลงจังหวะสบาย ๆ ที่ฟังแล้วผ่อนคลายและไม่หนักหูไว้ก่อน หากสาวเจ้าชื่นชอบเพลงดัง ๆ เหมือนกันค่อยว่ากันอีกที

8. ขับรถเร็วเกินไป จริงอยู่ที่เวลาหนุ่ม ๆ ขับรถเร็ว มันทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลังลอยฉิว หรือขับจรวดอยู่บนอากาศ คุณอาจจะรู้สึกปลอดภัยเพราะคุณเป็นคนขับเอง แต่คนที่นั่งข้าง ๆ ไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นกับคุณหรอกนะคะ เพราะฉะนั้นควรคำนึงถึงความรู้สึกของเธอซะหน่อยเวลาที่ไปไหนมาไหนกับเธอ ให้เธอรู้สึกดีและปลอดภัยเวลาไปกับคุณดีกว่า แบบนี้คุณได้ใจเธอมาเป็นกองเลยนะจะบอกให้

9. จอดรถสะเปะสะปะ ไม่ใช่ความสามารถที่น่าชื่นชมเลย หากคุณจอดรถได้ในพื้นที่แคบ ๆ ที่ไม่ว่าจะเอียงขวาหรือเอียงซ้ายให้ท้ายรถโผล่ออกมายังไงก็ขอให้ได้จอด แม้ใครจะว่ายังไงก็ไม่สน นี่แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นระเบียบของคุณ หรือที่เรียกว่าชุ่ยนั่นเอง

10. ดื่มหนักทั้ง ๆ ที่ต้องขับรถ ไม่ว่าคุณจะไปดื่มกับเธอก็ตามที เธอคงไม่ปลื้มหากคุณดื่มซะจนเมามาย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองต้องขับรถไปส่งเธอที่บ้าน หรือไปเที่ยวกันต่อก็เถอะ ดังนั้น จะดีกว่ามาก หากคุณแสดงให้เธอเห็นว่า คุณคิดที่จะรับผิดชอบชีวิตเธอ และดูแลเธอให้ปลอดภัยได้ ด้วยการลิมิตปริมาณการดื่มของตัวเองให้พอเหมาะ ไม่ใช่เมามายไปกับเธอด้วยอีกคน

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
นมแพะ...ทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%b0-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%b0-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84/ Sat, 28 Apr 2012 08:16:57 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b8%b0-%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84/


หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้วแต่ก็คงมีอีกหลายๆ คนที่ยังไม่เคยได้ลองลิ้มชิมรสของเจ้า นมแพะ กันดูบ้างเลยใช่ไหมล่ะค่ะว่ารสชาติเป็นอย่างไรจะสู้นมวัวได้บ้างรึเปล่า แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ประโยชน์ของนมแพะ นั้นมีคุณค่าเทียบเท่ากับน้ำนมแม่กันเลยทีเดียวเชียวแหละค่ะ ส่วนใหญ่แล้วคนเราจะรู้จักเพียงแค่ นมวัว หรือ นมโค และก็ นมควาย เป็นส่วนใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ก็เริ่มมีการนำ นมแพะ มาขายกันมากขึ้น แต่ราคาอาจจะยังสูงอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับ นมวัว และ นมควาย แต่ถึงอย่างไรก็ตามหากจะอยากลองหันมาบริโภคนมแพะกันสักครั้งก็ลองมาทำความ รู้กับ ประโยชน์ของนมแพะ กันดูบ้างเลยค่ะ


ประโยชน์ ของ นมแพะ

- น้ำนมแพะมีชนิดของโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ที่เรียกว่า เบต้า แลคโต กลอบูลินอยู่ปริมาณต่ำกว่านมวัวถึง 3 เท่า ทำให้โอกาสแพ้นมน้อย น้ำนมแพะย่อยได้ง่ายเนื่องจากมีโปรตีนชนิดย่อยยากที่เรียกว่า แอลฟ่า เอสวัน เคซีน อยู่น้อยเมื่อเทียบกับนมวัวมีขนาดไขมันที่เล็กกว่าและมีไขมันชนิดที่ย่อยได้ ง่าย
- ลักษณะโครงสร้างโปรตีนในนมแพะมีโปรตีนหลักเป็นเบต้าเคซีน ซึ่งมีคุณสมบัติในการจับกับแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม เหล็ก จึงทำให้นมแพะดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุที่สูงกว่า
- แล้วคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับเด็กล่ะ นมแพะประกอบด้วย สารไบโอแอคทีฟ คอมโพแนนท์ ตามธรรมชาติเหมือนนมแม่ ซึ่งทำให้นิวคลีโอไทด์ 5 ชนิด ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเต็มไปด้วยทอรีนช่วยเสริมพัฒนาการทางสมองและสายตา มีโพลีเอมีนส์ลดการอักเสบและการแพ้อาหารที่ลำไส้ และเกรทแฟคเตอร์ที่ช่วยกระตุ้นการเจริญของร่างกายมีปริมาณแคลเซียมและ ฟอสฟอรัสสูงกว่านมวัว
- ถึงแม้ว่าข้อเสียของนมแพะจะมีกลิ่นคาวแต่นักวิจัยจากบริษัทแดรี่โกท จำกัด ประเทศนิวซีแลนด์ บอกว่าเด็กทารกจะไม่รับรู้กลิ่นนั้นแต่ถึงอย่างนั้นเขาว่ากรรมวิธีรีดนมเบาๆ และรวดเร็วนั้น ตลอดจนกระบวนการเปลี่ยนนมสดเป็นนมผงช่วยลดกลิ่นคาวได้
- พวกเขายังแนะนำเพิ่มเติมอีกว่าน้ำสะอาดที่ใช้ชงนมไม่ควรร้อน เกิน 70 องศาเซลเซียส เพราะหากร้อนกว่านั้นมันจะไปทำลายสารอาหารและวิตามินในนมเสียไปและห้ามใช้นม สดพาสเจอร์ไรซ์สเตอริไรซ์หรือยูเอชทีเลี้ยงทารกแรกเกิดถึง 6 เดือนเป็นอันขาด
- ทิ้งท้ายให้อยากลิ้มลองว่า คุณแม่ชาวออสซี่สร้างสถิติใช้นมแพะต่อเนื่องกว่า 73 เปอร์เซนต์ในขณะที่แม่ๆ เริ่มเบื่อนมวัวกันบ้างแล้ว]]>



หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างแล้วแต่ก็คงมีอีกหลายๆ คนที่ยังไม่เคยได้ลองลิ้มชิมรสของเจ้า นมแพะ กันดูบ้างเลยใช่ไหมล่ะค่ะว่ารสชาติเป็นอย่างไรจะสู้นมวัวได้บ้างรึเปล่า แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ประโยชน์ของนมแพะ นั้นมีคุณค่าเทียบเท่ากับน้ำนมแม่กันเลยทีเดียวเชียวแหละค่ะ ส่วนใหญ่แล้วคนเราจะรู้จักเพียงแค่ นมวัว หรือ นมโค และก็ นมควาย เป็นส่วนใหญ่เท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้ก็เริ่มมีการนำ นมแพะ มาขายกันมากขึ้น แต่ราคาอาจจะยังสูงอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับ นมวัว และ นมควาย แต่ถึงอย่างไรก็ตามหากจะอยากลองหันมาบริโภคนมแพะกันสักครั้งก็ลองมาทำความ รู้กับ ประโยชน์ของนมแพะ กันดูบ้างเลยค่ะ


ประโยชน์ ของ นมแพะ

- น้ำนมแพะมีชนิดของโปรตีนที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ที่เรียกว่า เบต้า แลคโต กลอบูลินอยู่ปริมาณต่ำกว่านมวัวถึง 3 เท่า ทำให้โอกาสแพ้นมน้อย น้ำนมแพะย่อยได้ง่ายเนื่องจากมีโปรตีนชนิดย่อยยากที่เรียกว่า แอลฟ่า เอสวัน เคซีน อยู่น้อยเมื่อเทียบกับนมวัวมีขนาดไขมันที่เล็กกว่าและมีไขมันชนิดที่ย่อยได้ ง่าย
- ลักษณะโครงสร้างโปรตีนในนมแพะมีโปรตีนหลักเป็นเบต้าเคซีน ซึ่งมีคุณสมบัติในการจับกับแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม เหล็ก จึงทำให้นมแพะดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุที่สูงกว่า
- แล้วคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับเด็กล่ะ นมแพะประกอบด้วย สารไบโอแอคทีฟ คอมโพแนนท์ ตามธรรมชาติเหมือนนมแม่ ซึ่งทำให้นิวคลีโอไทด์ 5 ชนิด ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันเต็มไปด้วยทอรีนช่วยเสริมพัฒนาการทางสมองและสายตา มีโพลีเอมีนส์ลดการอักเสบและการแพ้อาหารที่ลำไส้ และเกรทแฟคเตอร์ที่ช่วยกระตุ้นการเจริญของร่างกายมีปริมาณแคลเซียมและ ฟอสฟอรัสสูงกว่านมวัว
- ถึงแม้ว่าข้อเสียของนมแพะจะมีกลิ่นคาวแต่นักวิจัยจากบริษัทแดรี่โกท จำกัด ประเทศนิวซีแลนด์ บอกว่าเด็กทารกจะไม่รับรู้กลิ่นนั้นแต่ถึงอย่างนั้นเขาว่ากรรมวิธีรีดนมเบาๆ และรวดเร็วนั้น ตลอดจนกระบวนการเปลี่ยนนมสดเป็นนมผงช่วยลดกลิ่นคาวได้
- พวกเขายังแนะนำเพิ่มเติมอีกว่าน้ำสะอาดที่ใช้ชงนมไม่ควรร้อน เกิน 70 องศาเซลเซียส เพราะหากร้อนกว่านั้นมันจะไปทำลายสารอาหารและวิตามินในนมเสียไปและห้ามใช้นม สดพาสเจอร์ไรซ์สเตอริไรซ์หรือยูเอชทีเลี้ยงทารกแรกเกิดถึง 6 เดือนเป็นอันขาด
- ทิ้งท้ายให้อยากลิ้มลองว่า คุณแม่ชาวออสซี่สร้างสถิติใช้นมแพะต่อเนื่องกว่า 73 เปอร์เซนต์ในขณะที่แม่ๆ เริ่มเบื่อนมวัวกันบ้างแล้ว

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
วิธีดับอารมณ์ร้อน http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99/ Wed, 25 Apr 2012 10:11:50 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99/


1. นับ 1-10 ไม่ใช่เรื่องตลก ในยามที่คุณไม่สบอารมณ์กับคำพูดของเพื่อนบางคน แล้วแทนที่จะสวนกลับด้วยคำพูดที่เจ็บแสบพอกัน กลับปรับอารมณ์ตัวเองด้วยการนับ 1 -10 ในใจ เพื่อที่จะห้ามตัวเอง และมีเวลาพิจารณาคำพูดของเพื่อน ๆ ว่า กำลังอยู่ใน อารมณ์ที่กำลังเย้าแหย่เล่น มากกว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ป่วยการที่จะโกรธเคืองให้งานกร่อย ปล่อยให้เล่นสนุกไปสักพักเดี๋ยวก็เลิกเล่นกันเองแหล่ะ แต่ถ้ายังทนไม่ไหว ก็เพิ่มจาก 10 เป็น 20 30 จนถึง 100

2. เลี่ยงหลบๆ ไปให้พ้น ถ้ารู้ว่าเป็นคนอารมณ์ร้อน และมักจะใช้กำลังทำลายข้าวของ หรือแม้กระทั่งคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า วิธีการเลี่ยงออกไปจากตรงนั้นเป็นการดีที่สุด สองมือล้วงกระเป๋าสองเท้าก้าวออกไปจากจุดนั้น จนกว่าจะสามารถระงับอารมณ์ตัวเองได้ จึงหันหน้ากลับมายังทิศทางเดิมเพื่อสะสางปัญหา

3. ตั้งใจฟัง ระหว่าง การอภิปรายหรือโต้เถียงอย่างรุนแรง และคุณก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกพาดพิง และวิจารณ์อย่างดุเดือด การโต้ตอบทันทีทันใดแบบเลือดขึ้นหน้า เป็นการเปล่าประโยชน์และแสดงวุฒิภาวะทางอารมณ์อย่างไม่ควจจะเป็น การตั้งใจฟังจะทำให้คุณใคร่ครวญ ถึงคำพูดที่ถูดพาดพิงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะคนที่พูดนั้นมีโอกาสที่จะพลาดได้มากกว่าคนที่ไม่พูดอะไรเลย

4. หมั่นฝึกสมาธิ สมาธิ เป็นการฝึกจิตชั้นดีที่สุดที่สามารถทำให้คนอารมณ์ร้อนกลายเป็นคนอารมณ์เย็น สุขุมนุ่มลึก สมองปลอดโปร่ง แล้วบรรดาเรื่องต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถกวนคุณให้อารมณ์ปะทุขึ้นได้โดยง่าย

5. ฝึกอ่านหนังสือตั้งแต่ต้นจนจบ เปิด หนังสือหน้าแรกก็ต้องรีบวาง ไม่ใช่ว่าหนังสือหน้าเบื่อ แต่เป็นเพราะคุณไม่อาจทนต่อการอ่านหนังสือจนจบได้ ดังนั้นการฝึกอ่านหนังสือตั้งแต่หน้าแรกไปถึงหน้าสุดท้าย นอกจากจะได้ความคิดดี ๆ แล้ว ยังลดความพลุ่งพล่านทางอารมณ์ของคุณได้อีกด้วย

6. คิดหาเหตุผล หลักการทางวิทยาศาสตร์ยังใช้ได้ดีกับคนอารมณ์ร้อนอีกด้วย จงใช้วิจารณญาณ ในการคิดและตัดสินใจ จะพบว่าที่เคยร้อนจะผ่อนคลายลงเป็นเย็นเยียบ และเฉียบขาดในการแก้ไขปัญหานั้น ๆ

7. ฝึกขอโทษ คำว่าขอโทษสามารถระงับอารมณ์ร้อนของคุณเองได้ แล้วยังสามารถระงับอารมณ์เดือด ๆ ของคนอื่นได้ด้วย การเริ่มตันในบางสถาณการณ์ด้วยคำว่าขอโทษ องศาเดือดที่ทำท่าว่าจะคุกรุ่นย่อมลดลงด้วยเช่นกัน

8. ยิ้มเข้าไว้ คุณเคยยิ้มแบบเสแสร้งไหม ? ยิ้มแบบที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ยิ้มแก้เขิน ยิ้มทั้ง ๆ ที่ไม่อยากยิ้ม แต่เมื่อยิ้มออกไปแล้วจะไม่มีภัยมาถึงตัว เพราะรอยยิ้มคือมิตรภาพ คือความอบอุ่น คือไมตรีจิตที่ส่งถึงกันได้ การยิ้มบ่อย ๆ จะสามารถระงับอารมณ์ร้อน ๆ ของคุณได้อย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว ]]>



1. นับ 1-10 ไม่ใช่เรื่องตลก ในยามที่คุณไม่สบอารมณ์กับคำพูดของเพื่อนบางคน แล้วแทนที่จะสวนกลับด้วยคำพูดที่เจ็บแสบพอกัน กลับปรับอารมณ์ตัวเองด้วยการนับ 1 -10 ในใจ เพื่อที่จะห้ามตัวเอง และมีเวลาพิจารณาคำพูดของเพื่อน ๆ ว่า กำลังอยู่ใน อารมณ์ที่กำลังเย้าแหย่เล่น มากกว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นก็ป่วยการที่จะโกรธเคืองให้งานกร่อย ปล่อยให้เล่นสนุกไปสักพักเดี๋ยวก็เลิกเล่นกันเองแหล่ะ แต่ถ้ายังทนไม่ไหว ก็เพิ่มจาก 10 เป็น 20 30 จนถึง 100

2. เลี่ยงหลบๆ ไปให้พ้น ถ้ารู้ว่าเป็นคนอารมณ์ร้อน และมักจะใช้กำลังทำลายข้าวของ หรือแม้กระทั่งคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า วิธีการเลี่ยงออกไปจากตรงนั้นเป็นการดีที่สุด สองมือล้วงกระเป๋าสองเท้าก้าวออกไปจากจุดนั้น จนกว่าจะสามารถระงับอารมณ์ตัวเองได้ จึงหันหน้ากลับมายังทิศทางเดิมเพื่อสะสางปัญหา

3. ตั้งใจฟัง ระหว่าง การอภิปรายหรือโต้เถียงอย่างรุนแรง และคุณก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกพาดพิง และวิจารณ์อย่างดุเดือด การโต้ตอบทันทีทันใดแบบเลือดขึ้นหน้า เป็นการเปล่าประโยชน์และแสดงวุฒิภาวะทางอารมณ์อย่างไม่ควจจะเป็น การตั้งใจฟังจะทำให้คุณใคร่ครวญ ถึงคำพูดที่ถูดพาดพิงได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะคนที่พูดนั้นมีโอกาสที่จะพลาดได้มากกว่าคนที่ไม่พูดอะไรเลย

4. หมั่นฝึกสมาธิ สมาธิ เป็นการฝึกจิตชั้นดีที่สุดที่สามารถทำให้คนอารมณ์ร้อนกลายเป็นคนอารมณ์เย็น สุขุมนุ่มลึก สมองปลอดโปร่ง แล้วบรรดาเรื่องต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถกวนคุณให้อารมณ์ปะทุขึ้นได้โดยง่าย

5. ฝึกอ่านหนังสือตั้งแต่ต้นจนจบ เปิด หนังสือหน้าแรกก็ต้องรีบวาง ไม่ใช่ว่าหนังสือหน้าเบื่อ แต่เป็นเพราะคุณไม่อาจทนต่อการอ่านหนังสือจนจบได้ ดังนั้นการฝึกอ่านหนังสือตั้งแต่หน้าแรกไปถึงหน้าสุดท้าย นอกจากจะได้ความคิดดี ๆ แล้ว ยังลดความพลุ่งพล่านทางอารมณ์ของคุณได้อีกด้วย

6. คิดหาเหตุผล หลักการทางวิทยาศาสตร์ยังใช้ได้ดีกับคนอารมณ์ร้อนอีกด้วย จงใช้วิจารณญาณ ในการคิดและตัดสินใจ จะพบว่าที่เคยร้อนจะผ่อนคลายลงเป็นเย็นเยียบ และเฉียบขาดในการแก้ไขปัญหานั้น ๆ

7. ฝึกขอโทษ คำว่าขอโทษสามารถระงับอารมณ์ร้อนของคุณเองได้ แล้วยังสามารถระงับอารมณ์เดือด ๆ ของคนอื่นได้ด้วย การเริ่มตันในบางสถาณการณ์ด้วยคำว่าขอโทษ องศาเดือดที่ทำท่าว่าจะคุกรุ่นย่อมลดลงด้วยเช่นกัน

8. ยิ้มเข้าไว้ คุณเคยยิ้มแบบเสแสร้งไหม ? ยิ้มแบบที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร ยิ้มแก้เขิน ยิ้มทั้ง ๆ ที่ไม่อยากยิ้ม แต่เมื่อยิ้มออกไปแล้วจะไม่มีภัยมาถึงตัว เพราะรอยยิ้มคือมิตรภาพ คือความอบอุ่น คือไมตรีจิตที่ส่งถึงกันได้ การยิ้มบ่อย ๆ จะสามารถระงับอารมณ์ร้อน ๆ ของคุณได้อย่างที่คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
พูดจา...ให้สง่างาม http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1/ Mon, 23 Apr 2012 04:29:32 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b9%e0%b8%94%e0%b8%88%e0%b8%b2-%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%87%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1/


การพูดเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตค่ะ เพราะตลอดทั้งชีวิต เราต้องอาศัยการพูดเป็นการสื่อสารที่สำคัญ โบราณสอนไว้ว่า "พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วอัปราชัย" พูดไม่เป็น พูดไม่เข้าหูคน หรือพูดแล้วคนอยากพาไป "ผ่าสุนัขออกจากปาก" อย่างที่เขาล้อ ๆ กันนั้น ท่าทางชีวิตจะย่ำแย่ ดังนั้นมาเรียนรู้การพูดการจาให้เป็นสง่าราศี แก่ชีวิตดีกว่าค่ะ


1. คนจะพูดดีได้ต้องเริ่มจากคิดดี
ไม่มีประโยชน์ที่เราจะเริ่มต้นจากการคิดร้ายแม้กับคนที่เราไม่ถูกชะตาด้วย ที่สุด ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องพูดจาไม่ดีกับเขา การคิดดี ถือเป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ เป็นพื้นฐานของจิตใจที่ดีงาม ใครก็ตามที่รู้จักคิดดี เขาก็จะเห็นแง่งามของโลกของชีวิต ของตนเอง และของผู้อื่น เมื่อเห็นแง่งามหรือแง่ดีของสิ่งต่าง ๆ เขาก็ย่อมมีทัศนคติที่ดี มีท่าทีที่ดีและเมื่อต้องพูดจากเสวนากัน เขาก็ย่อมพูดจาดี
การพูดจาดี ไม่เพียงแต่สะท้อนการให้เกียรติ และเคารพในตัวคนอื่น แต่ยังสะท้อนการให้เกียรติและเคารพตนเองอีกด้วย คนจะพูดจาดีได้ต้องรับการอบรมมาดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ดิฉันขอย้ำอีกครั้งว่า บุคลิกภาพดี ๆ เริ่มต้นที่ครอบครัว การพูดจาดีก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องเริ่มจากในบ้าน พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างของคนที่พูดจาดี ๆ ต่อกัน ต้องเป็นผู้ชี้แนะคุณค่าของการพูดดี
พูดดีในที่นี้หมายความว่าอะไร หมายความว่าพูดเพราะ พูดคำสุภาพ มีน้ำเสียงที่สุภาพ มีหางเสียงครับ ค่ะ จ๊ะ จ้ะ เพื่อแสดงความมีมารยาท มีไมตรีจิต ไม่พูดคำหยาบ ไม่ใส่ร้าย ไม่ตะคอกตะเบ็งใส่กัน ไม่ประชดประชัน ไม่โกหกพกลม คนจะพูดดีเช่นนี้ได้จะคิดร้ายอยู่ในใจไม่ได้แน่นอนเพราะความร้ายกาจในใจจะ เผยมาทางคำพูด น้ำเสียง แววตา หรือท่าทีขณะที่พูดได้ จึงจำเป็นต้องฝึกตนให้เป็นคนคิดดี

2. พูดถูกกาลเทศะ
ไม่ใช่ตลอดเวลาหรอกค่ะ ที่คนเราจะพูดได้ ต้องมีบ้างบางขณะที่เราหยุดพูด เพื่อเป็นผู้ฟังคนอื่นพูดบ้าง คนบางคนถูกตั้งข้อสังเกตว่า "ผีเจาะปากมาพูด" คือพูด ๆๆๆๆ ฟังไม่เป็น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นพูด ทำตัวเป็นผู้รู้ไปหมดทุกเรื่อง จึงพูดอยู่ตลอดเวลาคนแบบนี้น่ารำคาญ จริงไหมคะ
อย่าทำตัวน่ารำคาญ ด้วยการพูดจาไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ดูวาระและโอกาส คนพูดเป็นจะรู้ว่าโอกาสไหนควรพูด โอกาสไหนควรฟัง และโอกาสไหนควรวางเฉย คนที่รู้จักพูดเขาจะดูสถานที่ และเลือกวิธีพูดจาให้เหมาะสมกับผู้ฟังและสถานที่ ผู้ฟังที่อาวุโสกว่าเรา เราต้องพูดด้วยท่าทีและน้ำเสียงอย่างหนึ่ง เป็นเพื่อนกันก็พูดอย่างหนึ่ง เป็นน้องเป็นนุ่งเราก็ต้องพูดอีกแบบหนึ่ง พูดในที่ประชุมจะเหมือนพูดในกลุ่มเพื่อนไม่ได้ พูดคุยกับเพื่อนก็อย่าทำตัว น่าเบื่อเหมือนบรรยายวิชาการ การปรับตัวหรือพลิกแพลงตามสถานการณ์ที่ต่างกัน ไปเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเรียนรู้
หลักการพูดให้ถูกกาลเทศะทำ ได้ง่าย ๆ คือ ดูว่าเราต้องพูดในหัวข้อไหน เรื่องอะไร พูดที่ไหน ใครฟัง ผู้ฟังกี่คน ฟังกันในที่เปิดเผยหรือในห้องจำกัด พูดสั้นหรือพูดยาว จริงจังหรือกันเอง ใครอ่านสถานการณ์ออก เตรียมตัวพร้อม ก็สามารถพูดจาได้น่าจดจำตามวาระและโอกาสนั้น ๆ ได้เสมอ

3. พูดมีเนื้อหาสาระ
ห้ามพูดเรื่อยเปื่อย ไม่ว่าจะคุยกันกับเพื่อน ผู้ร่วมงานพ่อแม่ หรือพูดในที่ประชุมหรือที่สาธารณะ ก็ต้องมีเป้าหมายในการพูด พูดอย่างมีสาระ มีขอบเขตชัดเจนว่าต้องการสื่อสารเรื่องอะไร หรือต้องการจะบอกกับผู้ฟังว่าอะไร

4. พูดจาให้น่าฟัง
น้ำเสียงที่กังวานแจ่มใส ดังพอประมาณ พูดจาฉะฉานชัดเจน จะดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังได้มาก การพูดในบ้างครั้งต้องพูดปากเปล่า แต่บ่อยครั้งก็ต้องพูดผ่านไมโครโฟน หากมีโอกาสฝึกฝนเรื่องการใช้เสียงอย่างเหมาะสมทั้งแบบปากเปล่าและผ่าน ไมโครโฟนได้ ก็ควรทำ เพราะการพูดผ่านไมโครโฟนนั้น ต้องมีระยะใกล้ไกลระหว่างปากกับไมโครโฟนที่พอเหมาะ เสียงจึงจะชัดเจน ไม่มีเสียงเสียดแทรกจนผู้ฟังรู้สึกไม่สบายหู หรือรำคาญ
ในการพูดนั้น ควรมีการเน้นจังหวะและเว้นจังหวะเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ชวนติดตาม ควรฝึก ลมหายใจระหว่างการพูดอย่างให้ติดขัด ดูเหมือนหอบเหนื่อย หรือกักลมหายใจจนผู้ฟังเห็นแล้วอึดอัด หรือรู้สึกเหนื่อยแทน การออกเสียงอักขระ ร.เรือ ล.ลิง และคำควบกล้ำต้องชัดเจน ลองฝึกอ่านออกเสียง หรือพูดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในเทป แล้วเปิดฟังบ่อย ๆ จะพบข้อบกพร่องและแก้ไขได้ง่าย

5. พูดให้เกิดความรู้สึกร่วม
วิธี การง่าย ๆ คือ สบตากับผู้ฟังอย่างทั่วถึง ตั้งคำถามในขณะพูดแล้วค่อย ๆ อธิบายเพื่อนำไปสู่คำตอบ สอบถามผู้ฟังบ้างในบางหัวข้อที่ง่าย ๆ หรือเป็นเรื่องของประสบการณ์ เป็นเรื่องของความคิดเห็นที่ไม่ใช่เรื่องซึ่งเมื่อตอบแล้วอาจถูกหรือผิด
ผู้พูดจำเป็นต้องรู้พื้นภูมิของผู้ฟังบ้าง เพื่อพูดในภาษาที่เขาเข้าใจง่าย บางครั้งการพูดด้วยสำเนียงท้องถิ่นก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกดี รู้สึกเป็นกันเอง อย่าพูดไทยผสมกับภาษาต่างประเทศโดยไม่อธิบาย เลือกใช้ภาษาต่างประเทศเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และยกตัวอย่างที่คาดว่าผู้ฟังน่าจะมีประสบการณ์ร่วม อย่ายกตัวอย่างไกลตัว

การพูดเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของคนเรา เป็นภาพฟ้องอุปนิสัยใจคอ จึงไม่อาจพูดจาเรื่อยเปื่อย ไร้จุดหมาย ไร้การระมัดระวังได้
การพูดนำมาซึ่งมิตรและศัตรู แต่ก็นั่นแหละ เราเลือกได้นี่คะว่าจะพูดให้ได้เพื่อน หรือพูดให้ได้ศัตรู
การพูดทำให้คนเราดูดีหรือดูแย่ได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราเลือกอะไร
]]>



การพูดเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตค่ะ เพราะตลอดทั้งชีวิต เราต้องอาศัยการพูดเป็นการสื่อสารที่สำคัญ โบราณสอนไว้ว่า "พูดดีเป็นศรีแก่ตัว พูดชั่วอัปราชัย" พูดไม่เป็น พูดไม่เข้าหูคน หรือพูดแล้วคนอยากพาไป "ผ่าสุนัขออกจากปาก" อย่างที่เขาล้อ ๆ กันนั้น ท่าทางชีวิตจะย่ำแย่ ดังนั้นมาเรียนรู้การพูดการจาให้เป็นสง่าราศี แก่ชีวิตดีกว่าค่ะ


1. คนจะพูดดีได้ต้องเริ่มจากคิดดี
ไม่มีประโยชน์ที่เราจะเริ่มต้นจากการคิดร้ายแม้กับคนที่เราไม่ถูกชะตาด้วย ที่สุด ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องพูดจาไม่ดีกับเขา การคิดดี ถือเป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ เป็นพื้นฐานของจิตใจที่ดีงาม ใครก็ตามที่รู้จักคิดดี เขาก็จะเห็นแง่งามของโลกของชีวิต ของตนเอง และของผู้อื่น เมื่อเห็นแง่งามหรือแง่ดีของสิ่งต่าง ๆ เขาก็ย่อมมีทัศนคติที่ดี มีท่าทีที่ดีและเมื่อต้องพูดจากเสวนากัน เขาก็ย่อมพูดจาดี
การพูดจาดี ไม่เพียงแต่สะท้อนการให้เกียรติ และเคารพในตัวคนอื่น แต่ยังสะท้อนการให้เกียรติและเคารพตนเองอีกด้วย คนจะพูดจาดีได้ต้องรับการอบรมมาดี อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ดิฉันขอย้ำอีกครั้งว่า บุคลิกภาพดี ๆ เริ่มต้นที่ครอบครัว การพูดจาดีก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องเริ่มจากในบ้าน พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างของคนที่พูดจาดี ๆ ต่อกัน ต้องเป็นผู้ชี้แนะคุณค่าของการพูดดี
พูดดีในที่นี้หมายความว่าอะไร หมายความว่าพูดเพราะ พูดคำสุภาพ มีน้ำเสียงที่สุภาพ มีหางเสียงครับ ค่ะ จ๊ะ จ้ะ เพื่อแสดงความมีมารยาท มีไมตรีจิต ไม่พูดคำหยาบ ไม่ใส่ร้าย ไม่ตะคอกตะเบ็งใส่กัน ไม่ประชดประชัน ไม่โกหกพกลม คนจะพูดดีเช่นนี้ได้จะคิดร้ายอยู่ในใจไม่ได้แน่นอนเพราะความร้ายกาจในใจจะ เผยมาทางคำพูด น้ำเสียง แววตา หรือท่าทีขณะที่พูดได้ จึงจำเป็นต้องฝึกตนให้เป็นคนคิดดี

2. พูดถูกกาลเทศะ
ไม่ใช่ตลอดเวลาหรอกค่ะ ที่คนเราจะพูดได้ ต้องมีบ้างบางขณะที่เราหยุดพูด เพื่อเป็นผู้ฟังคนอื่นพูดบ้าง คนบางคนถูกตั้งข้อสังเกตว่า "ผีเจาะปากมาพูด" คือพูด ๆๆๆๆ ฟังไม่เป็น ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นพูด ทำตัวเป็นผู้รู้ไปหมดทุกเรื่อง จึงพูดอยู่ตลอดเวลาคนแบบนี้น่ารำคาญ จริงไหมคะ
อย่าทำตัวน่ารำคาญ ด้วยการพูดจาไม่หยุดไม่หย่อน ไม่ดูวาระและโอกาส คนพูดเป็นจะรู้ว่าโอกาสไหนควรพูด โอกาสไหนควรฟัง และโอกาสไหนควรวางเฉย คนที่รู้จักพูดเขาจะดูสถานที่ และเลือกวิธีพูดจาให้เหมาะสมกับผู้ฟังและสถานที่ ผู้ฟังที่อาวุโสกว่าเรา เราต้องพูดด้วยท่าทีและน้ำเสียงอย่างหนึ่ง เป็นเพื่อนกันก็พูดอย่างหนึ่ง เป็นน้องเป็นนุ่งเราก็ต้องพูดอีกแบบหนึ่ง พูดในที่ประชุมจะเหมือนพูดในกลุ่มเพื่อนไม่ได้ พูดคุยกับเพื่อนก็อย่าทำตัว น่าเบื่อเหมือนบรรยายวิชาการ การปรับตัวหรือพลิกแพลงตามสถานการณ์ที่ต่างกัน ไปเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเรียนรู้
หลักการพูดให้ถูกกาลเทศะทำ ได้ง่าย ๆ คือ ดูว่าเราต้องพูดในหัวข้อไหน เรื่องอะไร พูดที่ไหน ใครฟัง ผู้ฟังกี่คน ฟังกันในที่เปิดเผยหรือในห้องจำกัด พูดสั้นหรือพูดยาว จริงจังหรือกันเอง ใครอ่านสถานการณ์ออก เตรียมตัวพร้อม ก็สามารถพูดจาได้น่าจดจำตามวาระและโอกาสนั้น ๆ ได้เสมอ

3. พูดมีเนื้อหาสาระ
ห้ามพูดเรื่อยเปื่อย ไม่ว่าจะคุยกันกับเพื่อน ผู้ร่วมงานพ่อแม่ หรือพูดในที่ประชุมหรือที่สาธารณะ ก็ต้องมีเป้าหมายในการพูด พูดอย่างมีสาระ มีขอบเขตชัดเจนว่าต้องการสื่อสารเรื่องอะไร หรือต้องการจะบอกกับผู้ฟังว่าอะไร

4. พูดจาให้น่าฟัง
น้ำเสียงที่กังวานแจ่มใส ดังพอประมาณ พูดจาฉะฉานชัดเจน จะดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังได้มาก การพูดในบ้างครั้งต้องพูดปากเปล่า แต่บ่อยครั้งก็ต้องพูดผ่านไมโครโฟน หากมีโอกาสฝึกฝนเรื่องการใช้เสียงอย่างเหมาะสมทั้งแบบปากเปล่าและผ่าน ไมโครโฟนได้ ก็ควรทำ เพราะการพูดผ่านไมโครโฟนนั้น ต้องมีระยะใกล้ไกลระหว่างปากกับไมโครโฟนที่พอเหมาะ เสียงจึงจะชัดเจน ไม่มีเสียงเสียดแทรกจนผู้ฟังรู้สึกไม่สบายหู หรือรำคาญ
ในการพูดนั้น ควรมีการเน้นจังหวะและเว้นจังหวะเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ ชวนติดตาม ควรฝึก ลมหายใจระหว่างการพูดอย่างให้ติดขัด ดูเหมือนหอบเหนื่อย หรือกักลมหายใจจนผู้ฟังเห็นแล้วอึดอัด หรือรู้สึกเหนื่อยแทน การออกเสียงอักขระ ร.เรือ ล.ลิง และคำควบกล้ำต้องชัดเจน ลองฝึกอ่านออกเสียง หรือพูดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในเทป แล้วเปิดฟังบ่อย ๆ จะพบข้อบกพร่องและแก้ไขได้ง่าย

5. พูดให้เกิดความรู้สึกร่วม
วิธี การง่าย ๆ คือ สบตากับผู้ฟังอย่างทั่วถึง ตั้งคำถามในขณะพูดแล้วค่อย ๆ อธิบายเพื่อนำไปสู่คำตอบ สอบถามผู้ฟังบ้างในบางหัวข้อที่ง่าย ๆ หรือเป็นเรื่องของประสบการณ์ เป็นเรื่องของความคิดเห็นที่ไม่ใช่เรื่องซึ่งเมื่อตอบแล้วอาจถูกหรือผิด
ผู้พูดจำเป็นต้องรู้พื้นภูมิของผู้ฟังบ้าง เพื่อพูดในภาษาที่เขาเข้าใจง่าย บางครั้งการพูดด้วยสำเนียงท้องถิ่นก็ทำให้ผู้ฟังรู้สึกดี รู้สึกเป็นกันเอง อย่าพูดไทยผสมกับภาษาต่างประเทศโดยไม่อธิบาย เลือกใช้ภาษาต่างประเทศเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และยกตัวอย่างที่คาดว่าผู้ฟังน่าจะมีประสบการณ์ร่วม อย่ายกตัวอย่างไกลตัว

การพูดเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของคนเรา เป็นภาพฟ้องอุปนิสัยใจคอ จึงไม่อาจพูดจาเรื่อยเปื่อย ไร้จุดหมาย ไร้การระมัดระวังได้
การพูดนำมาซึ่งมิตรและศัตรู แต่ก็นั่นแหละ เราเลือกได้นี่คะว่าจะพูดให้ได้เพื่อน หรือพูดให้ได้ศัตรู
การพูดทำให้คนเราดูดีหรือดูแย่ได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราเลือกอะไร

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
เรื่องของ...เพศสัมพันธุ์ http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c/ Thu, 12 Apr 2012 03:22:03 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a8%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c/


ความต้องการทางเพศ
เป็นบัญชาของธรรมชาติ
ชีวิตย่อมตกอยู่ในความอับเฉา
ถ้าความต้องการนี้ถูกเก็บกด ซ่อนเร้น

ชีวิตต้องการความมีชีวิตชีวา
ภายใต้การนำพาชีวิตไปสู่ความงอกงาม
การตอบสนองที่เหมาะสมกลมกลืน
จึงนับเป็นการปฏิบัติธรรมอันสูงส่ง

การเป็นทาสความรู้สึกทางเพศ
ย่อมทำลายสุนทรียภาพในปัจจุบัน
ฉะนั้นการสังเกตุฝึกฝนจิตใจเพื่อเสรี
จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิต

อย่ามัวระเริงหลงตอบสนอง
แต่ก็อย่าหม่นหมองเก็บกด
ด้วยว่าไม่มีความต้องการใด
ที่มีแต่โทษสถานเดียว ]]>



ความต้องการทางเพศ
เป็นบัญชาของธรรมชาติ
ชีวิตย่อมตกอยู่ในความอับเฉา
ถ้าความต้องการนี้ถูกเก็บกด ซ่อนเร้น

ชีวิตต้องการความมีชีวิตชีวา
ภายใต้การนำพาชีวิตไปสู่ความงอกงาม
การตอบสนองที่เหมาะสมกลมกลืน
จึงนับเป็นการปฏิบัติธรรมอันสูงส่ง

การเป็นทาสความรู้สึกทางเพศ
ย่อมทำลายสุนทรียภาพในปัจจุบัน
ฉะนั้นการสังเกตุฝึกฝนจิตใจเพื่อเสรี
จึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิต

อย่ามัวระเริงหลงตอบสนอง
แต่ก็อย่าหม่นหมองเก็บกด
ด้วยว่าไม่มีความต้องการใด
ที่มีแต่โทษสถานเดียว

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
ก้น บอกนิสัย http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2/ Mon, 9 Apr 2012 09:32:41 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2/ การทำนายนิสัยตามลักษณะทางร่างกายมีมากมายให้เห็นกัน ไม่ว่าจะเป็นทายนิสัยจากรูปหน้า จากนิ้วมือ นิ้วเท้า และอื่นๆ อีกมากมาย ทุกส่วนของร่างกายเลยก็ว่าได้ แต่ใครจะคิดว่ามีกระทั่ง "ก้น" ซึ่งวันนี้มีมาให้ดูกัน
ก้นบอกนิสัย
1. ก้นกลม
บุคคลผู้ใดมีก้นลักษณะ ก้นกลม ท่านว่าเจ้าของก้นแบบนี้เป็นคน อารมณ์ดี มองโลกในแง่มุมครึกครื้น ขำขันเสมอ ทำให้แก่ช้า อายุยืน (ถ้าไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรง)

2. ก้นสามเหลี่ยม
มันผู้ใดมีลักษณะก้นเป็นสามเหลี่ยม ไม่ว่าจะเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว หน้าผี หรือ หน้าด้าน ท่านว่าเจ้าของก้นทรงนี้เป็นคน ใจน้อยคิดมาก เจ้าอารมณ์ ใครคบหาด้วยก็ต้องระวังรักษาน้ำใจกันเป็นพิเศษสักหน่อย

3. ก้นสี่เหลี่ยม
ผู้ใคมีรูปทรงของก้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม ไม่ว่าจะด้านเท่า หรือไม่เท่าก็ตาม ท่านว่าเป็นคน อารมณ์เย็น ส่วนจะเย็นขนาดไหน ไม่ได้บอกกล่าวเอาไว้ บอกอีกเพียงว่า ยามทำอะไรต่อมิอะไร ก็มักทำแบบอืดอาด เชื่องช้า

4. ก้นแหลม
คนเราเกิดมาก็ไม่สามารถเลือกรูปทรงได้ แล้วถ้าใครดันเกิดมามีก้นเหลมก็อย่าไปเสียใจหรือดีใจ เกินกว่าเหตุเลย จะทำให้เข้าตำราที่ท่านว่าไว้ว่า คนที่มีก้นทรงนี้เป็นคน หงุดหงิด งอแง ไม่มีเหตุผล

5. ก้นงอน
คนที่เกิดมามีก้นงอนงาม ย้อยไปข้างหลังเหมือนคนเดินหน้าคว่ำ ท่านว่าเป็นคน มีเสน่ห์ โดยเฉพาะเสน่ห์ที่ดึงดูดใจให้ใครต่อใครมองตามกันเป็นที่ครึกครื้นยิ่งนัก เรียกว่าคนดูก้นมากกว่าหน้า ก็ว่าได้ นิสัยส่วนตัวของคนก้นรูปนี้มักเป็นคนรักสวย รักงาม และรักหอมด้วย ใครได้อยู่แนบชิดก็มีหวังเหน็ดเหนื่อยบ่อยหน่อย

6. ก้นปอด
มีคำกล่าวขวัญกันมาช้านานแล้วว่า คนก้นปอดที่เป็นผู้ชาย คือ ยอดทหารม้า ท่านว่า คนก้นปอดเป็นคน ทรหดอดทนเป็นเลิศ เสียอยู่อย่างที่มักเป็นคนสำรวย กรีดกราย และหยิบโหย่ง

7. ก้นห่าง
คนที่ก้นไม่รักกัน คือ ก้นห่างเหินกัน ท่านว่ามักเป็นคนที่ อาภัพ หารักได้ง่ายแต่ถูกหน่ายเร็ว ไม่ค่อยดีอยู่อีกอย่างนึงคือใช้เงินเก่งเป็นเลิศ มีเท่าไหร่ก็ใช้เกลี้ยง ซ้ำนิยมติดลบซะด้วย

8. ก้นแบน
คนที่เกิดมามีก้นแบน เรียบเป็นหน้ากระดาน ท่านว่าคนพวกนี้เป็นคน เจ้าเล่ห์ เจ้ากล ชอบการพนัน และเสี่ยงโชค คบได้ แต่ต้องตามให้ทัน และเปลืองความอดทน]]>
การทำนายนิสัยตามลักษณะทางร่างกายมีมากมายให้เห็นกัน ไม่ว่าจะเป็นทายนิสัยจากรูปหน้า จากนิ้วมือ นิ้วเท้า และอื่นๆ อีกมากมาย ทุกส่วนของร่างกายเลยก็ว่าได้ แต่ใครจะคิดว่ามีกระทั่ง "ก้น" ซึ่งวันนี้มีมาให้ดูกัน
ก้นบอกนิสัย
1. ก้นกลม
บุคคลผู้ใดมีก้นลักษณะ ก้นกลม ท่านว่าเจ้าของก้นแบบนี้เป็นคน อารมณ์ดี มองโลกในแง่มุมครึกครื้น ขำขันเสมอ ทำให้แก่ช้า อายุยืน (ถ้าไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรง)

2. ก้นสามเหลี่ยม
มันผู้ใดมีลักษณะก้นเป็นสามเหลี่ยม ไม่ว่าจะเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว หน้าผี หรือ หน้าด้าน ท่านว่าเจ้าของก้นทรงนี้เป็นคน ใจน้อยคิดมาก เจ้าอารมณ์ ใครคบหาด้วยก็ต้องระวังรักษาน้ำใจกันเป็นพิเศษสักหน่อย

3. ก้นสี่เหลี่ยม
ผู้ใคมีรูปทรงของก้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม ไม่ว่าจะด้านเท่า หรือไม่เท่าก็ตาม ท่านว่าเป็นคน อารมณ์เย็น ส่วนจะเย็นขนาดไหน ไม่ได้บอกกล่าวเอาไว้ บอกอีกเพียงว่า ยามทำอะไรต่อมิอะไร ก็มักทำแบบอืดอาด เชื่องช้า

4. ก้นแหลม
คนเราเกิดมาก็ไม่สามารถเลือกรูปทรงได้ แล้วถ้าใครดันเกิดมามีก้นเหลมก็อย่าไปเสียใจหรือดีใจ เกินกว่าเหตุเลย จะทำให้เข้าตำราที่ท่านว่าไว้ว่า คนที่มีก้นทรงนี้เป็นคน หงุดหงิด งอแง ไม่มีเหตุผล

5. ก้นงอน
คนที่เกิดมามีก้นงอนงาม ย้อยไปข้างหลังเหมือนคนเดินหน้าคว่ำ ท่านว่าเป็นคน มีเสน่ห์ โดยเฉพาะเสน่ห์ที่ดึงดูดใจให้ใครต่อใครมองตามกันเป็นที่ครึกครื้นยิ่งนัก เรียกว่าคนดูก้นมากกว่าหน้า ก็ว่าได้ นิสัยส่วนตัวของคนก้นรูปนี้มักเป็นคนรักสวย รักงาม และรักหอมด้วย ใครได้อยู่แนบชิดก็มีหวังเหน็ดเหนื่อยบ่อยหน่อย

6. ก้นปอด
มีคำกล่าวขวัญกันมาช้านานแล้วว่า คนก้นปอดที่เป็นผู้ชาย คือ ยอดทหารม้า ท่านว่า คนก้นปอดเป็นคน ทรหดอดทนเป็นเลิศ เสียอยู่อย่างที่มักเป็นคนสำรวย กรีดกราย และหยิบโหย่ง

7. ก้นห่าง
คนที่ก้นไม่รักกัน คือ ก้นห่างเหินกัน ท่านว่ามักเป็นคนที่ อาภัพ หารักได้ง่ายแต่ถูกหน่ายเร็ว ไม่ค่อยดีอยู่อีกอย่างนึงคือใช้เงินเก่งเป็นเลิศ มีเท่าไหร่ก็ใช้เกลี้ยง ซ้ำนิยมติดลบซะด้วย

8. ก้นแบน
คนที่เกิดมามีก้นแบน เรียบเป็นหน้ากระดาน ท่านว่าคนพวกนี้เป็นคน เจ้าเล่ห์ เจ้ากล ชอบการพนัน และเสี่ยงโชค คบได้ แต่ต้องตามให้ทัน และเปลืองความอดทน

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
คนที่นอนมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อคืน มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตเร็วขึ้น http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b28%e0%b8%8a%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b28%e0%b8%8a%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99/ Wed, 4 Apr 2012 08:26:59 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b28%e0%b8%8a%e0%b8%a1-%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%99/ คุณรู้หรือไม่ว่า คนที่นอนมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อคืน มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตเร็วขึ้น 
และยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง
และโรคหัวใจอีกด้วย
อนมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อคืน มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตเร็วขึ้น
ทั้งนี้คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเมืองซานดิเอโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ศึกษาพฤติกรรมการนอนของชาวอเมริกันซึ่งมีอายุระหว่าง 30-102 ปี จำนวนกว่า
หนึ่งล้านคน ภายในระยะเวลา 6 ปี พบว่า คนที่นอน 
8 ชั่วโมงต่อคืน มีแนวโน้มจะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่ใช้เวลานอน 7 ชั่วโมงต่อคืน มากถึง 12% ส่วนคนที่นอนมากกว่า 
8 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า 4 ชั่วโมงครึ่งต่อคืน ก็มีแนวโน้มว่า
จะเสียชีวิตเร็วขึ้นมากถึง 15%

สาวๆ คนใดที่ขี้เซาก็ควรรีบลืมตาตื่น ไม่ควรนอนมากจนเกินไป แต่สำหรับสาวคนใดที่นอนน้อยในแต่ละคืนก็อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะการอดนอนหรือนอนน้อยก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน ไม่ว่าจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง 
โรคเบาหวาน รวมถึงโรคอ้วนอีกด้วย เมื่อรู้อย่างนี้แล้วสาวๆ 
ก็ควรนอนในเวลาที่พอเหมาะ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายใดๆ ด้วย

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าสิ่งใด ไม่ว่าจะทำอะไรควรจะตั้งอยุ่ในความพอดี จึงจะดีนะคะ มากไปก็เกิน น้อยไปก็ขาด เดินทางสายกลางดีกว่าค่ะ]]>
คุณรู้หรือไม่ว่า คนที่นอนมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อคืน มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตเร็วขึ้น 
และยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง
และโรคหัวใจอีกด้วย
อนมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อคืน มีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตเร็วขึ้น
ทั้งนี้คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเมืองซานดิเอโก มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ศึกษาพฤติกรรมการนอนของชาวอเมริกันซึ่งมีอายุระหว่าง 30-102 ปี จำนวนกว่า
หนึ่งล้านคน ภายในระยะเวลา 6 ปี พบว่า คนที่นอน 
8 ชั่วโมงต่อคืน มีแนวโน้มจะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่ใช้เวลานอน 7 ชั่วโมงต่อคืน มากถึง 12% ส่วนคนที่นอนมากกว่า 
8 ชั่วโมงหรือน้อยกว่า 4 ชั่วโมงครึ่งต่อคืน ก็มีแนวโน้มว่า
จะเสียชีวิตเร็วขึ้นมากถึง 15%

สาวๆ คนใดที่ขี้เซาก็ควรรีบลืมตาตื่น ไม่ควรนอนมากจนเกินไป แต่สำหรับสาวคนใดที่นอนน้อยในแต่ละคืนก็อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะการอดนอนหรือนอนน้อยก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน ไม่ว่าจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง 
โรคเบาหวาน รวมถึงโรคอ้วนอีกด้วย เมื่อรู้อย่างนี้แล้วสาวๆ 
ก็ควรนอนในเวลาที่พอเหมาะ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่และไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายใดๆ ด้วย

ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าสิ่งใด ไม่ว่าจะทำอะไรควรจะตั้งอยุ่ในความพอดี จึงจะดีนะคะ มากไปก็เกิน น้อยไปก็ขาด เดินทางสายกลางดีกว่าค่ะ

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
คนทำงาน http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-2/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-2/ Sat, 31 Mar 2012 03:15:36 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-2/ เริ่มต้นด้วยการรักงาน การทำงาน ที่จะทำให้เรา ประสบ ความ สำเร็จ ได้อย่าง รวดเร็วนั้น ปัจจัยที่มีส่วน ส่งเสริม บุคลิกภาพของเรา อีกด้านหนึ่ง ได้แก่ ทัศนคติ ที่เรา มีต่องานนั้น ๆ นั่นเอง การเริ่มต้น การทำงาน ด้วยการรักงานนั้น จึงเป็น ส่วนหนึ่ง ที่สามารถส่งเสริม และ สนับสนุนคุณได้ ว่าแต่เราจะทำ อย่างไรจึงจะเป็น อย่างนั้นได้ล่ะ

หาความชอบให้เจอ

ก่อนอื่น เราต้องหาตัวเอง ให้พบก่อน ว่าเรามีความรู้สึก อย่างไร กับงาน ที่เราทำอยู่ บางคนอาจจะชอบ หรือรักงาน แต่บางคน อาจจะไม่ชอบ แต่จำเป็นต้องทำ ด้วยเหตุผลทาง ด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นก่อนที่จะ สมัครงาน ก็ควรลองถามตัวเอง ดูก่อนว่า เราชอบหรือไม่ แต่ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่ควรจะทำ เพราะว่าใน ภายหลัง คุณอาจจะต้อง มาเสียเวลา กับการเปลี่ยนงาน อีกครั้ง ส่วนในกรณีที่ ต้องทำด้วยเหตุผล ทางเศรษฐกิจ ก็ควรจะ ลองปรับตัว ปรับใจ ดูก่อน ลองบอกตัวเองบ่อย ๆ ว่างานนี้ ก็ไม่ยาก งานนี้น่าสนใจ งานนี้ทำให้คุณ ได้รับแต่สิ่งที่ดี ๆ หรืองานนี้ เหมาะกับคุณ เป็นต้น แต่ถ้าหากลอง พยามยาม ทำดูแล้วยังมีความรู้สึกว่า คุณฝืนตัวเองอยู่ ก็น่าจะลองกลับมา ทบทวนดูใหม่ เพราะการฝืนทำอะไร ที่ไม่ใช่ตัวเราเอง มันคงจะไม่ทำให้คุณ ประสบความ สำเร็จ ได้ง่าย ๆ เป็นแน่

เริ่มสร้างทัศนคติที่ดี

สิ่งที่ต้องทำต่อมา ได้แก่ การเสริมสร้าง ทัศนคติที่ดี ซึ่งถ้าเรามี ทัศนคติ ที่ดี กับงานที่ทำแล้วหล่ะก้อ จะไม่มีคำว่าน่าเบื่อ หรือไม่อยาก ทำงานอีกเลย ในหัวของเรา เพราะสมอง เป็นตัวสั่งงานให้ ร่างกายเคลื่อนไหว และทำ กิจกรรมต่าง ๆ ได้ตาม ที่ต้องการ แต่ถ้าสมองบอกว่า เหนื่อยแล้ว เบื่อแล้ว ร่างกายจะล้า ตามไปทันที ในเมื่อสมอง ไม่สั่งงาน แรง ทำงาน ก็ไม่มี แล้วอย่างนี้ งานจะออกมาดี ได้ยังไง ดังนั้น เราควร ทำใจ ให้สบาย มองงานทุกงาน ว่ามันเป็นงาน ที่ง่าย สำหรับ เรา เป็นงานที่ทำเมื่อไร ก็ท้าทาย ความสามารถ เมื่อนั้น แม้ว่างานจะเพิ่มขึ้น อีกหน่อย แล้วเราต้องเหนื่อย มากขึ้นกว่าเดิม อีกนิด ก็คิดซะว่า เราทำเพื่อ ความก้าวหน้า ในชีวิตของเราเองก็แล้วกัน ( ถ้าเราไม่ทำงาน ก็เท่ากับ เราย่ำอยู่กับที่น่ะสิ จริงไหม )

ปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงาน

แน่นอนที่สุดว่า การไปทำงานที่ไหน ก็ต้องปรับตัวให้ เข้ากับที่นั่นให้ได้ ( เหมือนสุภาษิตที่ว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ) เพราะมันเป็นผลดี กับตัวเราเอง ลองคิดดูสิ ถ้าที่ทำงาน มีแต่เสียงหัวเราะ มีแต่รอยยิ้มให้กัน การทำงาน ก็จะสนุกเพิ่มมากขึ้น อีกขนาดไหน ทำให้เรามีแรง ที่จะทุ่มเท ให้กับงาน ได้อย่าง ไม่รู้จักเหน็ด ไม่รู้จักเหนื่อย และการที่เรา มีเพื่อนร่วมงานที่ดี ยังหมายถึงว่า งานของเราสำเร็จ ไปกว่า ครึ่งแล้ว ที่พูดเช่นนี้ ก็เพราะว่า การอยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่ดี คอยช่วยเหลือ เราในทุก ๆ ด้าน

( แต่ไม่ได้หมายถึง เราให้เค้าช่วย ทุกอย่างเลยนะ ) ก็ย่อมส่งผลถึงจิตใจ ที่ดีตามไปด้วย ในเมื่อจิตใจดี งานออกมาก็จะดี ตามไปด้วย ( อย่างนี้เค้า เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 2 ตัว … ว้าว)

มองโลกในแง่ดี

ใช่แล้ว มองโลกในแง่ดี เข้าไว้ มีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษ แน่ นอน ลองพยายามดูสิ จะเห็นว่าไม่ใช่ เรื่องยากเลย ที่จะคิดถึงงาน แต่ในด้านที่ดี ( ก็มันเป็น ของเราเองนี่นา จะคิดในแง่ร้ายทำไม ให้หดหู่ใจ เปล่า ๆ ) ถ้างานหนักมาก มีเข้ามาจนล้นมือ ทำแทบไม่ทัน ก็อย่าเพิ่งโวยวาย ตีโพยตีพาย โทษเจ้านาย ว่าไม่รักเรา ถึงแกล้งให้งานเรา เยอะอย่างนี้ ทำงานจนภรรยา ที่บ้านเริ่มจำหน้าไม่ได้ ลูก ๆ เริ่มไม่แน่ใจ ว่าใช่พ่อตัวเองรึเปล่า ( ขนาดนั้นเลย ) แต่ที่จริงแล้ว เราเป็น คน ที่ทำงานดีต่างหาก เจ้านายถึงมอบ ความไว้วางใจ ให้รับผิดชอบ งานหลายอย่าง ไม่ใช่ว่าเค้าไม่รัก หรอกนะ เค้ารักและไว้วางใจเรา มากว่าคนอื่น ต่างหากหล่ะ …เห็นไหม ที่ผ่านมา เราหลงคิดโทษเจ้านาย ที่แสนจะน่ารัก ซะตั้งนาน ที่แท้เค้าไม่ได้แย่ อย่างที่ เราคิดสักหน่อย

การสร้าง ความมั่นใจ ในการทำงาน เป็นส่วนที่สำคัญ ในการพัฒนา บุคลิกภาพ ด้วยเหมือนกัน และยังส่งผลถึง ความสำเร็จ ในอนาคต อีกด้วย เพียงเรา เริ่มต้น ด้วย การรักและมีใจให้กับงาน เป็นสิ่งแรก แล้วไม่ว่างาน จะหนักสัก แค่ไหน หรือยากสักเพียงใด เราก็ไม่หวั่นอยู่แล้ว … ก็คนมันรัก ไปแล้วนี่ ไม่ว่าจะเกิด อะไร ขึ้น ก็ทุ่มสุดตัวเหมือนกัน]]>
เริ่มต้นด้วยการรักงาน การทำงาน ที่จะทำให้เรา ประสบ ความ สำเร็จ ได้อย่าง รวดเร็วนั้น ปัจจัยที่มีส่วน ส่งเสริม บุคลิกภาพของเรา อีกด้านหนึ่ง ได้แก่ ทัศนคติ ที่เรา มีต่องานนั้น ๆ นั่นเอง การเริ่มต้น การทำงาน ด้วยการรักงานนั้น จึงเป็น ส่วนหนึ่ง ที่สามารถส่งเสริม และ สนับสนุนคุณได้ ว่าแต่เราจะทำ อย่างไรจึงจะเป็น อย่างนั้นได้ล่ะ

หาความชอบให้เจอ

ก่อนอื่น เราต้องหาตัวเอง ให้พบก่อน ว่าเรามีความรู้สึก อย่างไร กับงาน ที่เราทำอยู่ บางคนอาจจะชอบ หรือรักงาน แต่บางคน อาจจะไม่ชอบ แต่จำเป็นต้องทำ ด้วยเหตุผลทาง ด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นก่อนที่จะ สมัครงาน ก็ควรลองถามตัวเอง ดูก่อนว่า เราชอบหรือไม่ แต่ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่ควรจะทำ เพราะว่าใน ภายหลัง คุณอาจจะต้อง มาเสียเวลา กับการเปลี่ยนงาน อีกครั้ง ส่วนในกรณีที่ ต้องทำด้วยเหตุผล ทางเศรษฐกิจ ก็ควรจะ ลองปรับตัว ปรับใจ ดูก่อน ลองบอกตัวเองบ่อย ๆ ว่างานนี้ ก็ไม่ยาก งานนี้น่าสนใจ งานนี้ทำให้คุณ ได้รับแต่สิ่งที่ดี ๆ หรืองานนี้ เหมาะกับคุณ เป็นต้น แต่ถ้าหากลอง พยามยาม ทำดูแล้วยังมีความรู้สึกว่า คุณฝืนตัวเองอยู่ ก็น่าจะลองกลับมา ทบทวนดูใหม่ เพราะการฝืนทำอะไร ที่ไม่ใช่ตัวเราเอง มันคงจะไม่ทำให้คุณ ประสบความ สำเร็จ ได้ง่าย ๆ เป็นแน่

เริ่มสร้างทัศนคติที่ดี

สิ่งที่ต้องทำต่อมา ได้แก่ การเสริมสร้าง ทัศนคติที่ดี ซึ่งถ้าเรามี ทัศนคติ ที่ดี กับงานที่ทำแล้วหล่ะก้อ จะไม่มีคำว่าน่าเบื่อ หรือไม่อยาก ทำงานอีกเลย ในหัวของเรา เพราะสมอง เป็นตัวสั่งงานให้ ร่างกายเคลื่อนไหว และทำ กิจกรรมต่าง ๆ ได้ตาม ที่ต้องการ แต่ถ้าสมองบอกว่า เหนื่อยแล้ว เบื่อแล้ว ร่างกายจะล้า ตามไปทันที ในเมื่อสมอง ไม่สั่งงาน แรง ทำงาน ก็ไม่มี แล้วอย่างนี้ งานจะออกมาดี ได้ยังไง ดังนั้น เราควร ทำใจ ให้สบาย มองงานทุกงาน ว่ามันเป็นงาน ที่ง่าย สำหรับ เรา เป็นงานที่ทำเมื่อไร ก็ท้าทาย ความสามารถ เมื่อนั้น แม้ว่างานจะเพิ่มขึ้น อีกหน่อย แล้วเราต้องเหนื่อย มากขึ้นกว่าเดิม อีกนิด ก็คิดซะว่า เราทำเพื่อ ความก้าวหน้า ในชีวิตของเราเองก็แล้วกัน ( ถ้าเราไม่ทำงาน ก็เท่ากับ เราย่ำอยู่กับที่น่ะสิ จริงไหม )

ปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงาน

แน่นอนที่สุดว่า การไปทำงานที่ไหน ก็ต้องปรับตัวให้ เข้ากับที่นั่นให้ได้ ( เหมือนสุภาษิตที่ว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ) เพราะมันเป็นผลดี กับตัวเราเอง ลองคิดดูสิ ถ้าที่ทำงาน มีแต่เสียงหัวเราะ มีแต่รอยยิ้มให้กัน การทำงาน ก็จะสนุกเพิ่มมากขึ้น อีกขนาดไหน ทำให้เรามีแรง ที่จะทุ่มเท ให้กับงาน ได้อย่าง ไม่รู้จักเหน็ด ไม่รู้จักเหนื่อย และการที่เรา มีเพื่อนร่วมงานที่ดี ยังหมายถึงว่า งานของเราสำเร็จ ไปกว่า ครึ่งแล้ว ที่พูดเช่นนี้ ก็เพราะว่า การอยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่ดี คอยช่วยเหลือ เราในทุก ๆ ด้าน

( แต่ไม่ได้หมายถึง เราให้เค้าช่วย ทุกอย่างเลยนะ ) ก็ย่อมส่งผลถึงจิตใจ ที่ดีตามไปด้วย ในเมื่อจิตใจดี งานออกมาก็จะดี ตามไปด้วย ( อย่างนี้เค้า เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 2 ตัว … ว้าว)

มองโลกในแง่ดี

ใช่แล้ว มองโลกในแง่ดี เข้าไว้ มีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษ แน่ นอน ลองพยายามดูสิ จะเห็นว่าไม่ใช่ เรื่องยากเลย ที่จะคิดถึงงาน แต่ในด้านที่ดี ( ก็มันเป็น ของเราเองนี่นา จะคิดในแง่ร้ายทำไม ให้หดหู่ใจ เปล่า ๆ ) ถ้างานหนักมาก มีเข้ามาจนล้นมือ ทำแทบไม่ทัน ก็อย่าเพิ่งโวยวาย ตีโพยตีพาย โทษเจ้านาย ว่าไม่รักเรา ถึงแกล้งให้งานเรา เยอะอย่างนี้ ทำงานจนภรรยา ที่บ้านเริ่มจำหน้าไม่ได้ ลูก ๆ เริ่มไม่แน่ใจ ว่าใช่พ่อตัวเองรึเปล่า ( ขนาดนั้นเลย ) แต่ที่จริงแล้ว เราเป็น คน ที่ทำงานดีต่างหาก เจ้านายถึงมอบ ความไว้วางใจ ให้รับผิดชอบ งานหลายอย่าง ไม่ใช่ว่าเค้าไม่รัก หรอกนะ เค้ารักและไว้วางใจเรา มากว่าคนอื่น ต่างหากหล่ะ …เห็นไหม ที่ผ่านมา เราหลงคิดโทษเจ้านาย ที่แสนจะน่ารัก ซะตั้งนาน ที่แท้เค้าไม่ได้แย่ อย่างที่ เราคิดสักหน่อย

การสร้าง ความมั่นใจ ในการทำงาน เป็นส่วนที่สำคัญ ในการพัฒนา บุคลิกภาพ ด้วยเหมือนกัน และยังส่งผลถึง ความสำเร็จ ในอนาคต อีกด้วย เพียงเรา เริ่มต้น ด้วย การรักและมีใจให้กับงาน เป็นสิ่งแรก แล้วไม่ว่างาน จะหนักสัก แค่ไหน หรือยากสักเพียงใด เราก็ไม่หวั่นอยู่แล้ว … ก็คนมันรัก ไปแล้วนี่ ไม่ว่าจะเกิด อะไร ขึ้น ก็ทุ่มสุดตัวเหมือนกัน

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
จงคิดเชิงบวก http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%81/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%81/ Fri, 30 Mar 2012 03:07:03 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%81/ ครั้งหนึ่งมีกบตัวเล็กๆ ฝูงหนึ่งได้มาร่วมกันจัดการแข่งขันเพื่อปีนขึ้นไปบนยอดเสาไฟฟ้า กลุ่มชนชาวกบมากมายมารอชมและเชียร์การแข่งขันครั้งนี้ การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่มีกบตัวใดจะเชื่อว่า เจ้ากบตัวเล็กๆ เหล่านั้นจะปีนขึ้นไปจนถึงยอดเสาได้หรอก มีเสียงพูดลอยๆมาให้ได้ยินเป็นต้นว่า

" เขาไม่มีทางจะขึ้นไปถึงยอดได้หรอกมันยากลำบากขนาดนั้น" หรือ "เขาไม่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จหรอกเสามันสูงขนาดนั้น"เจ้ากบตัวน้อยๆเหล่า นั้นก็ริ่มร่วงหล่นลงมาทีละตัว

กบบางตัวส่งเสียงร้องตะโกนว่า "มันยากเกินไป ไม่มีใครทำได้หรอก" กบน้อยส่วนใหญ่จึงเริ่มเหนื่อยและยอมแพ้

แต่มีกบตัวหนึ่งซึ่งยังคงปีนอย่าง มุ่งมั่น สูงขึ้นและสูงขึ้น เจ้าตัวนี้ไม่มีทางยอมแพ้ และ เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน กบตัวอื่นๆ ต่างยอมแพ้หมด ยกเว้นกบตัวน้อยๆตัวนั้น ด้วยความพยายามสุดกำลัง มันสามารถปีนขึ้นสู่ยอดเสาได้กบทุกๆตัวอยากรู้จังว่า เจ้ากบตัวเล็กๆตัวนี้มีพลังในการปีนขึ้นไปสู่ยอดเสาอันเป็นเป้าหมายจนประสบความสำเร็จได้อย่างไร?

เรื่องกลับกลายเป็นว่า....แท้จริงแล้ว เจ้ากบตัวผู้ชนะนั้นหูหนวก???

ดังนั้น เพื่อเวลาจะทำงานใดๆ ให้ประสบความสำเร็จ บ่อยครั้งเราอาจต้องเป็นเหมือนกบตัวนั้น นั่นคือ ต้องทำตัวเป็นคนหูหนวกเสียบ้าง จงพยายามคิดเชิงบวก ความฝันทั้งหลายที่เรามีเราสามารถทำให้มันเป็นจริงได้ด้วยความพยายามอย่าง สุดกำลังและด้วยการ ให้กำลังใจตนเองอยู่เสมอ อย่าคิดมากเวลาที่มีคนคอยบั่นทอนกำลังใจจงบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า "ฉันทำได้" "ฉันจะทำให้สำเร็จ"เป็นต้น ]]>
ครั้งหนึ่งมีกบตัวเล็กๆ ฝูงหนึ่งได้มาร่วมกันจัดการแข่งขันเพื่อปีนขึ้นไปบนยอดเสาไฟฟ้า กลุ่มชนชาวกบมากมายมารอชมและเชียร์การแข่งขันครั้งนี้ การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าไม่มีกบตัวใดจะเชื่อว่า เจ้ากบตัวเล็กๆ เหล่านั้นจะปีนขึ้นไปจนถึงยอดเสาได้หรอก มีเสียงพูดลอยๆมาให้ได้ยินเป็นต้นว่า

" เขาไม่มีทางจะขึ้นไปถึงยอดได้หรอกมันยากลำบากขนาดนั้น" หรือ "เขาไม่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จหรอกเสามันสูงขนาดนั้น"เจ้ากบตัวน้อยๆเหล่า นั้นก็ริ่มร่วงหล่นลงมาทีละตัว

กบบางตัวส่งเสียงร้องตะโกนว่า "มันยากเกินไป ไม่มีใครทำได้หรอก" กบน้อยส่วนใหญ่จึงเริ่มเหนื่อยและยอมแพ้

แต่มีกบตัวหนึ่งซึ่งยังคงปีนอย่าง มุ่งมั่น สูงขึ้นและสูงขึ้น เจ้าตัวนี้ไม่มีทางยอมแพ้ และ เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน กบตัวอื่นๆ ต่างยอมแพ้หมด ยกเว้นกบตัวน้อยๆตัวนั้น ด้วยความพยายามสุดกำลัง มันสามารถปีนขึ้นสู่ยอดเสาได้กบทุกๆตัวอยากรู้จังว่า เจ้ากบตัวเล็กๆตัวนี้มีพลังในการปีนขึ้นไปสู่ยอดเสาอันเป็นเป้าหมายจนประสบความสำเร็จได้อย่างไร?

เรื่องกลับกลายเป็นว่า....แท้จริงแล้ว เจ้ากบตัวผู้ชนะนั้นหูหนวก???

ดังนั้น เพื่อเวลาจะทำงานใดๆ ให้ประสบความสำเร็จ บ่อยครั้งเราอาจต้องเป็นเหมือนกบตัวนั้น นั่นคือ ต้องทำตัวเป็นคนหูหนวกเสียบ้าง จงพยายามคิดเชิงบวก ความฝันทั้งหลายที่เรามีเราสามารถทำให้มันเป็นจริงได้ด้วยความพยายามอย่าง สุดกำลังและด้วยการ ให้กำลังใจตนเองอยู่เสมอ อย่าคิดมากเวลาที่มีคนคอยบั่นทอนกำลังใจจงบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า "ฉันทำได้" "ฉันจะทำให้สำเร็จ"เป็นต้น

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
ลดบางอย่าง เพื่อ เพิ่มบางสิ่ง http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b2/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b2/ Thu, 29 Mar 2012 10:13:20 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad-%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b2/ หากลดบางอย่างให้น้อยลง คุณจะได้บางสิ่งมากขึ้น ลดความโกรธให้น้อยลง คุณจะได้สติกลับมามากขึ้น

ลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง คุณจะได้เงินเก็บมากขึ้น

ลดความคิดที่จะหาคนที่ถูกน้อยลง คุณจะได้คำตอบสำหรับทำเรื่องที่ถูกต้องมากขึ้น

ลดการพูดให้น้อยลง คุณจะได้ทำหลายอย่างได้มากขึ้น

คิดถึงคนที่คุณรักให้น้อยลง คุณจะเข้าใจคนที่คุณรักมากขึ้น

รักตัวเองให้น้อยลง คนอื่นรักคุณมากขึ้น

พูดให้ร้ายคนอื่นให้น้อยลง มีคนพูดถึงคุณในแง่ดีมากขึ้น

แสดงความฉลาดให้น้อยลง คุณได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น

ออกนอกบ้านให้น้อยลง คุณได้ความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้น

นอนให้น้อยลง คุณทำหลายอย่างได้มากขึ้น

คิดเรื่องเครียดให้น้อยลง คุณยิ้มได้มากขึ้น

ลดความอายให้น้อยลง คุณได้ความกล้ามากขึ้น

ดูละครให้น้อยลง คุณอ่านหนังสือได้มากขึ้น

คุณวิ่งให้ช้าลง คุณมองเห็นคนข้างหลังมากขึ้น

เชื่อให้น้อยลง คุณมองเห็นอะไรได้มากขึ้น

ลดทิฐิให้น้อยลง คุณรู้จักอภัยมากขึ้น

กระโดดให้น้อยลง คุณเดินได้มั่นคงมากขึ้น

กินให้น้อยลง คุณอิ่มได้มากขึ้น

ก้มหน้าให้น้อยลง คุณมองเห็นได้ไกลขึ้น

พักเหนื่อยให้น้อยลง คุณรู้จักความสบายมากขึ้น

เห็นแก่ตัวให้น้อยลง มีคนรอดชีวิตมากขึ้น

แบกของหนักให้น้อยลง ชีวิตคุณเบามากขึ้น

ทะเลาะกับเด็กให้น้อยลง คุณโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทะเลาะกับผู้ใหญ่ให้น้อยลง คุณได้รับการเอ็นดูมากขึ้น

เป่าลมออกให้น้อยลง คุณสูดลมเข้าได้มากขึ้น

แอบฟังให้น้อยลง คุณได้ยินอะไรมากขึ้น

คุณคิดคำถามให้น้อยลง คุณเห็นคำตอบมากขึ้น

...........แล้วคุณลดอะไรไปบ้างแล้ว............ ]]>
หากลดบางอย่างให้น้อยลง คุณจะได้บางสิ่งมากขึ้น ลดความโกรธให้น้อยลง คุณจะได้สติกลับมามากขึ้น

ลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง คุณจะได้เงินเก็บมากขึ้น

ลดความคิดที่จะหาคนที่ถูกน้อยลง คุณจะได้คำตอบสำหรับทำเรื่องที่ถูกต้องมากขึ้น

ลดการพูดให้น้อยลง คุณจะได้ทำหลายอย่างได้มากขึ้น

คิดถึงคนที่คุณรักให้น้อยลง คุณจะเข้าใจคนที่คุณรักมากขึ้น

รักตัวเองให้น้อยลง คนอื่นรักคุณมากขึ้น

พูดให้ร้ายคนอื่นให้น้อยลง มีคนพูดถึงคุณในแง่ดีมากขึ้น

แสดงความฉลาดให้น้อยลง คุณได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น

ออกนอกบ้านให้น้อยลง คุณได้ความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้น

นอนให้น้อยลง คุณทำหลายอย่างได้มากขึ้น

คิดเรื่องเครียดให้น้อยลง คุณยิ้มได้มากขึ้น

ลดความอายให้น้อยลง คุณได้ความกล้ามากขึ้น

ดูละครให้น้อยลง คุณอ่านหนังสือได้มากขึ้น

คุณวิ่งให้ช้าลง คุณมองเห็นคนข้างหลังมากขึ้น

เชื่อให้น้อยลง คุณมองเห็นอะไรได้มากขึ้น

ลดทิฐิให้น้อยลง คุณรู้จักอภัยมากขึ้น

กระโดดให้น้อยลง คุณเดินได้มั่นคงมากขึ้น

กินให้น้อยลง คุณอิ่มได้มากขึ้น

ก้มหน้าให้น้อยลง คุณมองเห็นได้ไกลขึ้น

พักเหนื่อยให้น้อยลง คุณรู้จักความสบายมากขึ้น

เห็นแก่ตัวให้น้อยลง มีคนรอดชีวิตมากขึ้น

แบกของหนักให้น้อยลง ชีวิตคุณเบามากขึ้น

ทะเลาะกับเด็กให้น้อยลง คุณโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทะเลาะกับผู้ใหญ่ให้น้อยลง คุณได้รับการเอ็นดูมากขึ้น

เป่าลมออกให้น้อยลง คุณสูดลมเข้าได้มากขึ้น

แอบฟังให้น้อยลง คุณได้ยินอะไรมากขึ้น

คุณคิดคำถามให้น้อยลง คุณเห็นคำตอบมากขึ้น

...........แล้วคุณลดอะไรไปบ้างแล้ว............

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
30 วิธี ดูแลตัวเองให้มีความสุข http://www.taladtoyota.com/30-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7/ http://www.taladtoyota.com/30-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7/ Thu, 29 Mar 2012 02:41:39 +0000 http://www.taladtoyota.com/30-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5-%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7/ 1. นึกไว้เสมอว่า การโกรธ 1 นาที จะทำให้ความ/newbreed13">ทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง

2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจกรับรองว่าเขาต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้ง

3. ลองปลูกต้นไม้เองซักต้นการเติบโตของมันจะบ่งบอกตัวตนของคุณได้

4. หลับตานิ่งๆสัก 3 นาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรที่อยู่ตรงหน้ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน

5. ระหว่างแปรงฟันฮัมเพลงไปด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นเป็น 2 เท่า

6. เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลงจากรสชาติที่ธรรมดา ก็จะอร่อยขึ้นเยอะเลย

7. ไม่ว่าผมจะสั้นหรือยาวแค่ไหนก็ต้องการให้หวีอย่างทะนุถนอมเหมือนกันหมด

8. การขึ้น-ลงบันไดสูงๆแบบไม่ให้เมื่อย คือ การไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันไดขั้นที่เท่าไร

9. คนตาบอดจะเห็นว่าคุณสวยมากๆทันทีที่คุณถามเขาว่า ?ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ?

10. เมื่อจะหยิบเศษเงินให้ขอทานไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่จะหย่อนลงกระป๋องหรอก

11. ควรหัดพูดคำว่า ไม่เป็นไร ให้เคยปากมากกว่าจะพูดคำว่า จะเอายังไง

12. ลองตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้น 15 นาที รับรองว่าจะไม่ไปสายเหมือนเมื่อก่อน

13. สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง ดังนั้น เรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้ จึงเล่าให้มันฟังได้

14. อาหารที่จะไม่ชอบกินตอนเด็กลองตักเข้าปากอีกสักที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด

15. เขียนชื่อคนที่คุณเกลียดใส่กระดาษ แล้วฉีกทิ้ง (หรือแปะไว้ใต้รองเท้าแล้วใส่รองเท้านั้นไปเดินเล่น สักพัก)ความเกลียดจะเบา บางลงเรื่อยๆ

16. ปล่อยน้ำตาให้ไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้ง จะดูแทบไม่ออกเลยว่าเพิ่งร้องไห้

17. ตุ๊กตาและของเล่นเก่าๆจะทำให้เรายิ้มออกเสมอเมื่อได้เห็นมันอีกครั้ง

18. ก่อนซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมัน ทำให้ได้ 3 ข้อก่อน

19. ถึงเสื้อและกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าใสสลับกันไปเรื่อยๆก็จะดูเหมือนมีเยอะขึ้น

20. ซาลาเปา 1 ลูก กินได้ 2 คน ลูกชิ้นปิ้ง 1 ไม้ กินได้ 4 คน ถ้าคุณคิดจะแบ่งเท่านั้นเอง

21. เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้ ดีกว่าให้คนที่ได้เยอะ จนจำชื่อคนให้ได้ไม่หมด

22. ในวันที่รู้สึกเศร้าหรือเหงาๆเดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองซักดอกก็จะดีขึ้น

23. แอบรักใครสักคน...ยังไงก็ยังดีกว่าไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกรักมันเป็นอย่างไร

24. ถึงจะไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความจะแต่งตัว สวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นี่

25. ฝึกโรแมนติกง่ายๆคนเดียวบ้าง ด้วยการนั่งนับดาวให้ครบ 100 ดวงก่อนนอน

26. ถ้าคุณเช็ดกระจกที่ขุ่นมัวที่สุดจนสดใสได้ ทำไมถึงจะเรียนดีกว่านี้ไม่ได้

27. พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบ มันอาจจะไม่สนุก แต่ก็มีประโยชน์แฝงอยู่

28. วันที่ตื่นเช้าให้บิดขี้เกียจให้นานที่สุด เท่าที่จะนานได้ ถ้าขี้เกียจออกกำลังกาย

29. แค่เอาข้าวที่กินไม่หมดไปให้หมาที่เดินผ่าน ก็เป็นการทำบุญที่ไม่ต้องลงทุนแล้ว

30. ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นในบ้าน แม่จะได้มีค่าขนมให้คุณเพิ่มขึ้นอีกหลายบาท]]>
1. นึกไว้เสมอว่า การโกรธ 1 นาที จะทำให้ความ/newbreed13">ทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง

2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจกรับรองว่าเขาต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้ง

3. ลองปลูกต้นไม้เองซักต้นการเติบโตของมันจะบ่งบอกตัวตนของคุณได้

4. หลับตานิ่งๆสัก 3 นาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรที่อยู่ตรงหน้ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน

5. ระหว่างแปรงฟันฮัมเพลงไปด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นเป็น 2 เท่า

6. เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลงจากรสชาติที่ธรรมดา ก็จะอร่อยขึ้นเยอะเลย

7. ไม่ว่าผมจะสั้นหรือยาวแค่ไหนก็ต้องการให้หวีอย่างทะนุถนอมเหมือนกันหมด

8. การขึ้น-ลงบันไดสูงๆแบบไม่ให้เมื่อย คือ การไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันไดขั้นที่เท่าไร

9. คนตาบอดจะเห็นว่าคุณสวยมากๆทันทีที่คุณถามเขาว่า ?ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ?

10. เมื่อจะหยิบเศษเงินให้ขอทานไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่จะหย่อนลงกระป๋องหรอก

11. ควรหัดพูดคำว่า ไม่เป็นไร ให้เคยปากมากกว่าจะพูดคำว่า จะเอายังไง

12. ลองตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้น 15 นาที รับรองว่าจะไม่ไปสายเหมือนเมื่อก่อน

13. สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง ดังนั้น เรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้ จึงเล่าให้มันฟังได้

14. อาหารที่จะไม่ชอบกินตอนเด็กลองตักเข้าปากอีกสักที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด

15. เขียนชื่อคนที่คุณเกลียดใส่กระดาษ แล้วฉีกทิ้ง (หรือแปะไว้ใต้รองเท้าแล้วใส่รองเท้านั้นไปเดินเล่น สักพัก)ความเกลียดจะเบา บางลงเรื่อยๆ

16. ปล่อยน้ำตาให้ไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้ง จะดูแทบไม่ออกเลยว่าเพิ่งร้องไห้

17. ตุ๊กตาและของเล่นเก่าๆจะทำให้เรายิ้มออกเสมอเมื่อได้เห็นมันอีกครั้ง

18. ก่อนซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมัน ทำให้ได้ 3 ข้อก่อน

19. ถึงเสื้อและกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าใสสลับกันไปเรื่อยๆก็จะดูเหมือนมีเยอะขึ้น

20. ซาลาเปา 1 ลูก กินได้ 2 คน ลูกชิ้นปิ้ง 1 ไม้ กินได้ 4 คน ถ้าคุณคิดจะแบ่งเท่านั้นเอง

21. เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้ ดีกว่าให้คนที่ได้เยอะ จนจำชื่อคนให้ได้ไม่หมด

22. ในวันที่รู้สึกเศร้าหรือเหงาๆเดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองซักดอกก็จะดีขึ้น

23. แอบรักใครสักคน...ยังไงก็ยังดีกว่าไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกรักมันเป็นอย่างไร

24. ถึงจะไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความจะแต่งตัว สวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นี่

25. ฝึกโรแมนติกง่ายๆคนเดียวบ้าง ด้วยการนั่งนับดาวให้ครบ 100 ดวงก่อนนอน

26. ถ้าคุณเช็ดกระจกที่ขุ่นมัวที่สุดจนสดใสได้ ทำไมถึงจะเรียนดีกว่านี้ไม่ได้

27. พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบ มันอาจจะไม่สนุก แต่ก็มีประโยชน์แฝงอยู่

28. วันที่ตื่นเช้าให้บิดขี้เกียจให้นานที่สุด เท่าที่จะนานได้ ถ้าขี้เกียจออกกำลังกาย

29. แค่เอาข้าวที่กินไม่หมดไปให้หมาที่เดินผ่าน ก็เป็นการทำบุญที่ไม่ต้องลงทุนแล้ว

30. ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นในบ้าน แม่จะได้มีค่าขนมให้คุณเพิ่มขึ้นอีกหลายบาท

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
แผนที่ชีวิต http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-2/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-2/ Mon, 26 Mar 2012 02:52:36 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95-2/ ต่อไปนี้เป็นคำสอนของพ่อคนหนึ่งที่มอบให้แก่ลูกหลังจากลูกเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นคู่มือในการคำเนินชีวิตต่อไป........

พ่อบอกว่า.......ลูกเอ่ย เจ้าควร.... 1.เฝ้าดูดวงอาทิตย์ตกอย่างจริงจัง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
2.อย่าดูถูกผู้อื่น
3.พูดคำว่า ขอบคุณ ให้มากๆ
4.มีชีวิตอยู่ภายใต้จุดมุ่งหมายของเจ้าเอง
5.ปฎิบัติกับคนอื่นเช่นเดียวกับที่เจ้าอยากให้คนอื่นปฎิบัติกับเจ้า
6.บริจาคเลือดทุกปี
7.คบหาเพื่อนใหม่ และรำลึกถึงเพื่อนเก่าเสมอ
8.รักษาความลับเป็น
9.ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง
10.จงแสดงความกล้าหาญ ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่คนกล้าก็ตาม
11.ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก มิใช่เพื่อการเป็นหนี้สิน
12.อย่าขี้โกง
13.อ่านหนังสือธรรมะอย่างจริงจัง ปีละ 1 ครั้ง
14.เรียนรู้ที่จะฟัง
15.อย่าสิ้นหวัง
16.อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใดๆ นอกจากปัญญาและความกล้าหาญ
17.อย่าแสดงอะไรออกมาเมื่อมีอารมณ์โกรธ
18.มีบุคลิกที่ดี เดินเข้าไปในห้องทำงานอย่างมั่นใจ
19.อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟท์
20.จงตั้งใจแพ้ศึกเล็กๆ เพื่อจะเอาชนะศึกใหญ่ๆ
21.อย่าคบกับบุคคลที่ไม่เคยสูญเสียสิ่งใดๆ เลย
22.อย่านินทาลับหลัง
23.เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนัก จงปฎิบัติกับมันราวกับว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
24.อย่าคิดว่าชีวิตจะยุติธรรมเสมอไป
25.อย่าประเมินอำนาจของการให้อภัยต่ำเกินไป
26.อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
27.อย่ากลัวที่จะกล่าวคำว่า “ผมเสียใจ”
28.อย่ากลัวที่จะกล่าวคำว่า “ผมไม่รู้”
29.จงเขียนเรื่องราว 25 ประการที่อยากรู้ก่อนตายไว้ในกระเป๋าและ นำมันติดตัวไปด้วยเสมอ
30.โทรศัพท์ถึงแม่บ้าง "]]>
ต่อไปนี้เป็นคำสอนของพ่อคนหนึ่งที่มอบให้แก่ลูกหลังจากลูกเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นคู่มือในการคำเนินชีวิตต่อไป........

พ่อบอกว่า.......ลูกเอ่ย เจ้าควร.... 1.เฝ้าดูดวงอาทิตย์ตกอย่างจริงจัง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
2.อย่าดูถูกผู้อื่น
3.พูดคำว่า ขอบคุณ ให้มากๆ
4.มีชีวิตอยู่ภายใต้จุดมุ่งหมายของเจ้าเอง
5.ปฎิบัติกับคนอื่นเช่นเดียวกับที่เจ้าอยากให้คนอื่นปฎิบัติกับเจ้า
6.บริจาคเลือดทุกปี
7.คบหาเพื่อนใหม่ และรำลึกถึงเพื่อนเก่าเสมอ
8.รักษาความลับเป็น
9.ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง
10.จงแสดงความกล้าหาญ ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่คนกล้าก็ตาม
11.ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก มิใช่เพื่อการเป็นหนี้สิน
12.อย่าขี้โกง
13.อ่านหนังสือธรรมะอย่างจริงจัง ปีละ 1 ครั้ง
14.เรียนรู้ที่จะฟัง
15.อย่าสิ้นหวัง
16.อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใดๆ นอกจากปัญญาและความกล้าหาญ
17.อย่าแสดงอะไรออกมาเมื่อมีอารมณ์โกรธ
18.มีบุคลิกที่ดี เดินเข้าไปในห้องทำงานอย่างมั่นใจ
19.อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟท์
20.จงตั้งใจแพ้ศึกเล็กๆ เพื่อจะเอาชนะศึกใหญ่ๆ
21.อย่าคบกับบุคคลที่ไม่เคยสูญเสียสิ่งใดๆ เลย
22.อย่านินทาลับหลัง
23.เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนัก จงปฎิบัติกับมันราวกับว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
24.อย่าคิดว่าชีวิตจะยุติธรรมเสมอไป
25.อย่าประเมินอำนาจของการให้อภัยต่ำเกินไป
26.อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
27.อย่ากลัวที่จะกล่าวคำว่า “ผมเสียใจ”
28.อย่ากลัวที่จะกล่าวคำว่า “ผมไม่รู้”
29.จงเขียนเรื่องราว 25 ประการที่อยากรู้ก่อนตายไว้ในกระเป๋าและ นำมันติดตัวไปด้วยเสมอ
30.โทรศัพท์ถึงแม่บ้าง "

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
ความรัก เป็นเหมือนทะเล http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5/ Tue, 20 Mar 2012 02:46:57 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5/ ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ อาจจะเป็นคำพูดแบบโบราณ แต่ประโยคนี้ เป็นความจริง ที่ไม่มีใครปฏิเสธ

"ความรัก" ของหลายคน อาจไม่อ่อนหวาน
แต่ทุกคน(ส่วนใหญ่) อาจจะมี "ความรัก" ที่อ่อนไหว
จะมีใครบ้างที่ไม่เคยอมยิ้มคนเดียวเพราะ "ความรัก"
และจะไม่มีใครบ้างที่ "ความรัก" ไม่เคยทำให้ร้องไห้แม้แต่ครั้งเดียว
หลายคนจึงบอกว่า

"ความรัก" เป็นเหมือน "ทะเล"

มีเวลาที่นิ่งสงบ มีเวลาที่มีคลื่นลม
มีเวลาที่สวยงาม และมีเวลาที่น่ากลัว
แต่ถึงอย่างไร ใครต่อใครก็ยังอยากจะไปทะเล
เช่นกันไม่ว่าจะอย่างไร ใครต่อใครก็ยังอยากจะมีความรัก
แม้ว่ารักนั้นจะเป็นรักข้างเดียว

แม้รักนั้นจะทำให้ทุกข์ทรมานสักเพียงใด
แม้รักจะทำให้หลับไปทั้งน้ำตาของความเสียใจก็ตาม
แล้วจะรักแบบไหน? ให้พอดีในความอ่อนไหว
ไม่จืดชืดเย็นชาจนน่าเบื่อ ขณะเดียวกันก็มีความมั่นคงในใจ

คำตอบที่มีให้ คือให้ รั ก กั น แ บ บ ทะ เ ล
โดย ห่วงใยกัน ให้มากเท่าเท่ากับเม็ดทราย
ให้อภัยกัน ให้ได้ . . . ..
เหมือนที่ทะเลไม่เคยโกรธเกลียวคลื่น

ไม่ว่าคลื่นจะโหมกระหน่ำรุนแรงแค่ไหน
ในบางครั้งที่ต้องห่างไกล หัวใจก็ต้องคงมั่นได้เหมือนโขดหิน
ไม่เปลี่ยนใจง่าย ไม่อ่อนไหวไปรักคนอื่น
ให้ความอิสระ เหมือนอย่างนกทะเลต้องการจากท้องฟ้า
อย่ากักขังคนรักไม่ให้คบเพื่อน ไม่ให้ไปไหนทั้งนั้น

ความผูกพันไม่ใช่คุก ถึงจะคบกันแล้วก็ไม่ได้หมายความว่า
ต้องสบตาฉันคนเดียวเท่านั้น
และไม่ทำตัวเป็นเจ้าของหรือออกกฏหมายบังคับอีกคน
เพราะทะเลก็ยังไม่เคยครอบครองปลา

แล้ว "ความรัก" ที่แม้จะดูอ่อนไหวและแปรปรวน
ก็จะเป็น "ความรัก" ที่มีอยู่นาน เช่นเดียวกับที่ทะเลมีอยู่บนโลกนี้

อ่านบทความนี้จบแล้ว ได้ข้อคิดอะไรหลายอย่าง ถ้าอ่านไป คิดไป อ่านแล้วนำกลับไปคิด แล้วจะรู้ว่า ความรัก ไม่จำเป็นต้องครอบครอง ให้เขาอยู่กับเราคนเดียวตลอดไป อาจจะพูดง่าย ทำยาก แต่ถ้าเราทำได้ เราจะสุขใจ ไม่เศร้าจนเกินไปนัก]]>
ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ อาจจะเป็นคำพูดแบบโบราณ แต่ประโยคนี้ เป็นความจริง ที่ไม่มีใครปฏิเสธ

"ความรัก" ของหลายคน อาจไม่อ่อนหวาน
แต่ทุกคน(ส่วนใหญ่) อาจจะมี "ความรัก" ที่อ่อนไหว
จะมีใครบ้างที่ไม่เคยอมยิ้มคนเดียวเพราะ "ความรัก"
และจะไม่มีใครบ้างที่ "ความรัก" ไม่เคยทำให้ร้องไห้แม้แต่ครั้งเดียว
หลายคนจึงบอกว่า

"ความรัก" เป็นเหมือน "ทะเล"

มีเวลาที่นิ่งสงบ มีเวลาที่มีคลื่นลม
มีเวลาที่สวยงาม และมีเวลาที่น่ากลัว
แต่ถึงอย่างไร ใครต่อใครก็ยังอยากจะไปทะเล
เช่นกันไม่ว่าจะอย่างไร ใครต่อใครก็ยังอยากจะมีความรัก
แม้ว่ารักนั้นจะเป็นรักข้างเดียว

แม้รักนั้นจะทำให้ทุกข์ทรมานสักเพียงใด
แม้รักจะทำให้หลับไปทั้งน้ำตาของความเสียใจก็ตาม
แล้วจะรักแบบไหน? ให้พอดีในความอ่อนไหว
ไม่จืดชืดเย็นชาจนน่าเบื่อ ขณะเดียวกันก็มีความมั่นคงในใจ

คำตอบที่มีให้ คือให้ รั ก กั น แ บ บ ทะ เ ล
โดย ห่วงใยกัน ให้มากเท่าเท่ากับเม็ดทราย
ให้อภัยกัน ให้ได้ . . . ..
เหมือนที่ทะเลไม่เคยโกรธเกลียวคลื่น

ไม่ว่าคลื่นจะโหมกระหน่ำรุนแรงแค่ไหน
ในบางครั้งที่ต้องห่างไกล หัวใจก็ต้องคงมั่นได้เหมือนโขดหิน
ไม่เปลี่ยนใจง่าย ไม่อ่อนไหวไปรักคนอื่น
ให้ความอิสระ เหมือนอย่างนกทะเลต้องการจากท้องฟ้า
อย่ากักขังคนรักไม่ให้คบเพื่อน ไม่ให้ไปไหนทั้งนั้น

ความผูกพันไม่ใช่คุก ถึงจะคบกันแล้วก็ไม่ได้หมายความว่า
ต้องสบตาฉันคนเดียวเท่านั้น
และไม่ทำตัวเป็นเจ้าของหรือออกกฏหมายบังคับอีกคน
เพราะทะเลก็ยังไม่เคยครอบครองปลา

แล้ว "ความรัก" ที่แม้จะดูอ่อนไหวและแปรปรวน
ก็จะเป็น "ความรัก" ที่มีอยู่นาน เช่นเดียวกับที่ทะเลมีอยู่บนโลกนี้

อ่านบทความนี้จบแล้ว ได้ข้อคิดอะไรหลายอย่าง ถ้าอ่านไป คิดไป อ่านแล้วนำกลับไปคิด แล้วจะรู้ว่า ความรัก ไม่จำเป็นต้องครอบครอง ให้เขาอยู่กับเราคนเดียวตลอดไป อาจจะพูดง่าย ทำยาก แต่ถ้าเราทำได้ เราจะสุขใจ ไม่เศร้าจนเกินไปนัก

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
21 เหตุแห่งความล้มเหลวของท่านกว๋อฉาง http://www.taladtoyota.com/21-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%ad/ http://www.taladtoyota.com/21-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%ad/ Thu, 8 Mar 2012 02:57:20 +0000 http://www.taladtoyota.com/21-%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%82%e0%b8%ad/ มนุษย์ต้องทำงาน เมื่อทำงานเสร็จ ก็ต้องการความสำเร็จ หากสำเร็จ ก็ยินดี พอใจหากล้มเหลวไม่สำเร็จก็เสียใจ หดหู่ ท้อถอย ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง

การทำงานสิ่งใดก็ตาม ทำแล้วต้องมุ่งหน้ากระทำต่อไปให้สำเร็จจงได้ ไม่ท้อถอยเสียโดยง่าย ไม่เลิกละลงกลางคัน มีความบางบั่น มุมานะพากเพียรพยายาม กระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เรื่อยไป หนักๆ เข้า งานใดๆ ก็ไม่สามารถหลีกหนีความพยายามของมนุษย์ไปได้

เมื่อเริ่มทำงานการสิ่งใดก็ตาม หากเริ่มต้นแล้วรู้สึกว่าสะดุดมีลางไม่ค่อยจะดีเสียเปรียบ มีท่าว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ ก็ขอจงอย่าได้ท้อถอย ให้คิดไว้เสมอว่า "เสือเจ็บนั้นไม่ร้อง" เมื่อท่านพบกับปัญหาจงอย่าเอะอะเอ็ดตะโร หรือโวยวายว่า ทำไม่ได้ ๆ ไม่มีทาง ๆ งานนี้ยากเหลือเกิน ใครจะสามารถทำให้สำเร็จได้ ? ซึ่งการร้องแรกแหกกระเชอ พร่ำเพ้อ ไปเช่นนั้น มิได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย แต่หากหุบปากเงียบไว้ ตั้งหน้าตั้งตาลงมือทำ ฝ่าฟันบากบั่นต่อสู้กับภาระหน้าที่งานนั้นเรื่อย ๆ ในไม่ช้า ความสำเร็จก็จะเข้ามาสู่ตัวเราเอง

ท่านกว๋อฉาง(นักปราชญ์ชาวจีน)ได้กล่าวถึงเหตุแห่งความล้มเหลวของมนุษย์ไว้ 21 ประการ ดังนี้

1) ไม่เข้าใจผู้อื่น เป็นคนไม่รู้เขา ไม่รู้เรา เอาแต่ตนเองเป็นประมาณ มีความคับแคบในจิตใจ

2) ไม่ประมาณตน สำคัญตนเองผิด ไม่ทราบว่าตนเองอยู่ในสถานะใด ขาดความเจียมตนอยากใหญ่ อยากดัง อาจจะเป็นคนชอบยกตนข่มท่าน อวดใหญ่อวดโต

3) ไม่เดียงสาต่องาน ขาดความรู้ในหน้าที่การงานที่ปฏิบัติ ไม่ได้ร่ำเรียนมาโดยตรง ไม่ได้รับการฝึกฝนอบรมในเรื่องนั้นๆ ให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง ไม่มีความเข้าใจงาน ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนต่อการปฏิบัติภารกิจนั้น

4) ขาดความสำนึกรับผิดชอบ ไม่รับทราบว่า ในหน้าที่งานที่ตนเองต้องปฏิบัตินั้น ที่จริงแล้วมีสิ่งใดบ้างที่ตนเองจะต้องรับผิดชอบ หรือแม้จะทราบ แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่ทราบ ไม่ยอมรับผิดชอบงานในหน้าที่ของตน หรือคอยจ้องแต่จะรับ "ความชอบ" ส่วนความผิดนั้น มักปัดสวะให้ผู้อื่นรับเอาไป ก็ทำให้เกิดความผิดพลาดเสียหายล้มเหลวได้อย่างมากมาย

5) โลภโมโทสัน เป็นคนมักได้ มักเอา เป็นคนขี้ขอ มีโลภะ เป็นเจ้าเรือน เห็นสิ่งใดมีอาการอยากได้มาเป็นของตนในทุกๆ เรื่อง อาการเช่นนี้ เมื่อมีในตนมากเกินไป ทำให้มีสภาพเป็นคนน่ารังเกียจ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เพราะเขากลับว่า จะไปขอทรัพย์สินของเขานั่นเอง ไร้ซึ่งสัจธรรม คนพูดปด พูดมดเท็จ พูดหลอกลวง พูดเพ้อเจ้อ พูดสับปลับ พูดปากกับใจไม่ตรงกัน ไม่มีคุณธรรมประจำใจ ย่อมไม่มีคนเคารพนับถือ วาจาไม่เป็นที่เชื่อถือแก่ผู้ใดเลย คนประเภทนี้ จะเป็นนักบริหารที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ที่จะเป็นได้ ก็เป็นเพียงคนจรหมอนหมิ่น สิ้นไรซึ่งความดีงามประจำตนเท่านั้นเอง

6) เย่อหยิ่งยโส คนอวดเบ่ง อวดหยิ่งยโสนั้น ไม่มีใครเขาเกรงกลัว และไม่เคารพนับถืออีกด้วย คนที่คิดว่าตัวเองเก่งนั้น ที่จริงเปรียบเสมือนกับคนที่ตายไปแล้ว เพราะคนที่หลงตัวลืมตนนั้นจะไม่ยอมศึกษาค้นคว้าสิ่งไดเพิ่มเติม เนื่องจากหลงตนคิดว่าตนเองเก่งกว่าใครๆ นั่นเอง

7) ก่อหนี้สินล้นพ้นตัว คนประเภทนี้ เป็นพวกหน้าใหญ่ใจโต ไม่ประมาณตน เห็นช้างขี้ก็อยาก ขี้ตามช้าง เห็นเขานั่งคานหาม ก็อยากนั่งบ้าง แต่หาคานหามไม่ได้ เลยต้อง "เอามือประสานก้นแทน"

8) คบค้าคนเสเพล คนที่คบค้าแต่คนพาล คนเสเพล ย่อมจะเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศฉิบหายไปด้วย ในอบายมุข 6 นั้น บ่งบอกว่า อย่าคบคนชั่วเป็นมิตร

9) เกียจคร้านต่อการงาน การขี้เกียจตัวเป็นขน การงานไม่ยอมทำ กระทำตัวประหนึ่ง "ตุ๊ดตู่" ที่ในเรี่ยวในรูช่างอยู่ได้ ขี้เกียจหนักหนาระอาใจ เขาเรียกให้กินหมากไม่อยากพบ คนขี้เกียจระดับนี้เป็นพวก "กินแล้วนอนรอวันเชือดเหมือนหมู" ยิ่งนอนก็ยิ่งอ้วน ยิ่งนอนก็ยิ่งง่วงหนักมากขึ้น และยิ่งขี้เกียจมากขึ้นทุกที ๆ หนักเข้ากลายเป็นคนอดอยากยากจน เกียจคร้านไม่ยอมทำการงานอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน หนักเข้าก็ต้องกลายเป็นยาจกเข็ญใจเที่ยวขอทานเขากิน

10) ทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ การอวดเก่ง การดังด้วยการตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊ก ทำร้ายคนอื่นเกะกะระรานหาเรื่องราวจากสุจริตชนไปเรื่อย ๆ นั้น เป็นบ่อเกิดความเสียหายในชีวิตของบุคคลและท้ายที่สุดอายุก็มักจะไม่ยืนยาว อีกด้วย มักจะถูกทำร้าย ถูกแก้แค้นให้บาดเจ็บ หรือถึงกับล้มตายเสียโดยง่าย มักจะไม่ได้ตายดี แต่จะกลายเป็น "ผีตายโหง" เสมอ

11) ไร้ซึ่งสัจธรรม คนพูดปด พูดมดเท็จ พูดหลอกลวง พูดเพ้อเจ้อ พูดสับปลับ พูดปากกับใจ ไม่ตรงกัน ไม่มีคุณธรรมประจำใจ ย่อมไม่มีคนเคารพนับถือ วาจาไม่เป็นที่เชื่อถือแก่ผู้ใดเลยคนประเภทนี้ จะเป็นนักบริหารที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ที่จะเป็นได้ ก็เป็นเพียงคนจรหมอนหมิ่น สิ้นไร้ซึ่งความดีงามประจำตนเท่านั้นเอง

12) ใจคอคับแคบ คนจิตใจคับแคบ เป็นคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้อย่างที่สุด เรียกได้ว่า "ขนาดอุจจาระเมื่อถ่ายออกมาแล้วยังไม่ยอมให้สุนัขกิน" นั้นเลยทีเดียว คนประเภทนี้ เรื่องที่ใครจะมาขออะไร ไม่มีทางที่จะให้แก่ใครเลย ส่วนทรัพย์สินสมบัติของคนอื่นๆ นั่น ตนเองจะจ้องตาเป็นมันด้วยความอยากได้มาเป็นของตัว และพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ได้มาเป็นของตัว และพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ได้มาเป็นสมบัติของตัวเองให้ได้ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกลไม่ได้ด้วยมนต์ ก็เอาด้วยคาถาถ้าขอเขาไม่ให้ก็ลักขโมยเอา หรือแย่งชิงเอาซึ่งๆ หน้าก็ทำได้

13) คบคนไม่เลือก คนคบคนไม่เลือกนี้ เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนที่สิ้นคิด คนนั้นมีหลายร้อยจำพวก ที่ดีก็มี แต่ที่ชั่วก็มาก หากคบคนไม่เลือก มีโอกาสสูงมากที่จะได้คนพาล คนเลวทรามมาเป็นมิตร บุคคลเหล่านี้จะปอกลอก ล่อลวง ชักชวน ชักจูงให้หลงผิด อาจจะพาไปติดยาเสพติดไปเที่ยวหญิงคนชั่ว มีโรคร้ายที่สังคมรังเกียจติดตัวมา อายุอาจจะไม่ยืนยาว มงคลสูตรข้อแรก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้บอกไว้ว่า อย่าคบคนพาล แต่จงสมาคมกับบัณฑิต จึงเป็นมงคลอันประเสริฐอุดมดี

14) คิดคดล่อลวง คนคดในข้อ งอในกระดูกนั้น คดในทุกเรื่อง เป็นคนที่ไม่ควรคบหาสมาคมเป็นอย่างยิ่ง คนประเภทนี้ ทำงานสิ่งใดมักจะประสบความล้มเหลวเสมอ เนื่องจากนิสัยที่ชั่วร้ายเลวทรามของเขานั้นเอง มีคำกล่าวสำคัญตอนหนึ่งว่า แม่น้ำคดเคี้ยวก็ควรจร ไม่คดทำศรพอเชื่อได้ เหล็กคดทำเคียวเกี่ยวข้าวใช้ แต่คนคดนั้นไซร้ไม่ต้องการ

15) สุรุ่ยสุร่าย เป็นความเลวทรามชนิดหนึ่งของมนุษย์ ที่มีนิสัยหน้าใหญ่ใจโต มือเติบ จับจ่ายใช้สอยอย่างไม่อั้น ได้น้อย หรือได้มากไม่คำนึงถึง แต่จ่ายมากเข้าไว้ก่อน คำกลอนรุ่นเก่าของสุนทรภู่ว่าไว้ว่า "เป็นผู้ดีมีทรัพย์เที่ยวจับแจก เหมือนเกี่ยวแฝกมุงป่าฉิบหาย" แล้วในที่สุดตนเองก็ต้องล้มละลาย อาจจะต้องถึงขนาดฉิบหายขายตัวไปด้วยกันเลยทีเดียว

16) ไร้อุดมการณ์ บุคคลที่สิ้นไร้ซึ่งอุดมการณ์ ไม่มีจุดยืนที่แน่นอน ไม่มีหลักการใดมา หน่วงเหนี่ยวให้จิตใจยึดมั่นเป็นหลักไว้เสียแล้ว ก็มีสภาพเป็นคนหลักลอย กระทำการสิ่งใดก็ล่องลอยไปเรื่อยๆ ใครทักว่าอย่างไร ก็คล้อยตามไปตามสิ่งที่เขาทักนั้น ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีใครเขายอมรับ นับถือบุคคลประเภทนี้ หากต้องการความสำเร็จอย่างแท้จริงในการทำงานแล้ว ต้องเป็น "คนมีหลัก" หลักที่ว่านี้หมายถึง หลักเกณฑ์ หลักธรรมความประพฤติ มีคุณธรรม จริยธรรมแห่งวิชาชีพ แห่งหน้าที่ การงานของตน

17) ลุ่มหลงการพนัน การพนันนั้น นับเป็นยาเสพติดที่ร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งสำหรับมนุษย์เมื่อยังไม่เคยเล่น ก็ไม่รู้สึกอะไร เห็นเป็นสิ่งที่ไม่เข้าท่า ไม่ได้เรื่อง ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องวอแวด้วย แต่หากได้เข้าไปเล่นสักครั้งสองครั้งแล้ว อาจลุ่มหลงในเสน่ห์ มนต์มายาแห่งการพนันนั้น ในที่สุดก็ติดงอมแงม วันไหนไม่ได้เล่น ก็เกิดอาการหงุดหงิด กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ตื่นเช้าขึ้นมาก็รีบล้างหน้าล้างตา ไปนั่งรอที่หน้าบ่อน เมื่อมีขาไพ่หรือขาอื่นๆ ครบพอที่จะเล่นกันได้ ก็โจ้กันได้เลยทีเดียวละ ต่อจากนี้ก็แทบจะไม่มีวันเลิกรา ไม่อยากจะจากกันไปเสียเลย ลูกเต้า สามี หรือภรรยานั้นลืมไปหมดแล้ว พวกเขาจะเป็นอยู่อย่างไรก็ช่างหัวมัน จะมีข้าวกินหรือไม่ จะมีเสื้อผ้าใส่หรือไม่จะได้ไปโรงเรียนหรือไม่ กลายเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของฉันไปเสียแล้ว คนที่ลุ่มหลงการพนันขนาดหนักนี้หนัก ๆ เข้า ก็บ้านแตกสาแหรกขาด ต้องทิ้งขว้างร้างหย่าจากกันไป ครอบครัวใด หากสามีภรรยาเป็นผีพนันด้วยกันทั้งคู่ บาปกรรมก็ตกมาที่ตัวลูก ที่ถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีเท่าที่ควร อาจจะเสียคนได้ตั้งแต่วัยเด็ก อาจจะไปมีแฟนเมื่ออายุยังน้อย อาจจะหนีตามกันไปโดยมิได้แต่งงาน อาจจะกลายเป็นนักการพนันตามพ่อแม่ไปด้วย เพราะได้เห็นสิ่งเลวทรามเหล่านั้นติดตามาตั้งแต่ยังเด็ก และมีมิจฉาทิฐิเห็นว่าเป็นสิ่งดีงามที่ตนเองต้องเจริญรอยตามพ่อแม่ไปด้วย เพราะได้เห็นสิ่งเลวทรามเหล่านั้นติดตามาตั้งแต่ยังเด็ก และมีมิจฉาทิฐิเห็นว่าเป็นสิ่งดีงามที่ตนเองต้องเจริญรอยตามพ่อแม่ไปด้วย

18) หุนหันพลันแล่น คนประเภทนี้ เป็นพวกใจร้อน ใจด่วนได้ เมื่ออารมณ์โกรธ หรือโทสะจริตเป็นเจ้าเรือนอยู่เสมอ หากพอใจอะไรก็ทำได้ หากไม่พอใจก็สะบัดก้นลุกเดินหนีไปทันทีได้เช่นเดียวกัน โดยไม่มีอาการเสียดงเสียดายอะไรเลย คนประเภทนี้บางทีเมื่อดีก็ดีใจหาย เมื่อร้ายก็ร้ายแสนเลยทีเดียว หากต้องการจะเป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ไม่ล้มเหลว บุคคลประเภทนี้จะต้องฝึกจิตใจเสียใหม่ ให้เยือกเย็น สุขุมคัมภีรภาพ ไม่ใจเร็วด่วนได้อย่างแต่ก่อนอีก การจึงจะสำเร็จอีก

19) จิตใจโลเล คนประเภทนี้เป็นคนเหลาะแหละ เหมือนกับ "ไม้หลักปักเลน" อยู่แล้ว หลักนั้นย่อมโอนเอนไปมาเสมอ ไม่ตรึงแน่นอยู่กับพื้นได้ เนื่องจากเลนนั้นอ่อนเหลว หลักย่อมล้ม หรืออาจจะหลุดลอยไปจากพื้นเลนได้โดยง่าย การประพฤติตนเป็นคนโลเล เหลาะแหละ ไม่เอาจริงเอาจังในเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น คนย่อมไม่เคารพนับถือ เมื่อเชื่อถือในถ้อยคำ แล้วจะไปบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร ก็ต้องประสบกับความล้มเหลววันยันค่ำ หากต้องการความสำเร็จ ต้องเลิกละนิสัย "โลเล" นี้ให้ได้อย่างเด็ดขาด

20) อิจฉาริษยา คนขี้อิจฉานั้น คือคนที่เห็นคนอื่นดีกว่าตนแล้วทนไม่ได้ รู้สึกเดือดร้อน ไม่สบายใจ เกิดอาการริษยาตามมาอีก คือไม่อยากให้เขาดีไปกว่าตน อยากให้เขาเกิดความพินาศ ล้มเหลว หากเขาเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะสุขสมในอารมณ์เป็นอันมาก เพราะการณ์เป็นไปสมตามที่ตนเองได้สาปแช่งเขาเอาไว้ คนประเภทขี้อิจฉานี้ ที่จริงแล้ว แทบจะไม่สามารถหาความสุขในชีวิตได้เลย เพราะเป็นคนที่ไม่เคยคิดดีๆ ต่อใคร ไม่เคยรู้จักคำว่า "ให้ ให้อภัย เมตตา กรุณา มุทิตา" แต่มีความอยากให้เขาเป็นทุกข์ ให้เขาเจ๊ง ให้เขาพัง ให้เขาเสียชื่อเสียง เห็นคนอื่นเป็นทุกข์ แล้วตนเองกลับเป็นสุข และเมื่อเห็นเขาเป็นสุข ก็พลอยอิจฉาตาร้อน ไม่อยากให้เขาได้รับความสุขนั้นเพราะตนเองมีแต่ทุกข์ และอยากให้เขาได้รับความทุกข์เหมือนตนหรือมากกว่าตน

21) นอกรีตดื้อรั้น คนนอกรีต นอกรอย นั้นคือ คนที่ไม่ยอมประพฤติตามจารีต ตามประเพณีที่ดีงาม ที่คนเก่ารุ่นก่อน ผู้ใหญ่รุ่นปู่ย่าตาทวดเขาได้สร้างสรรค์ขนบประเพณีที่ดีงามเอาไว้คนที่เป็น พวกนอกรีต และหัวดื้อหัวรั้น ผู้ใหญ่บอกก็ไม่ฟัง สั่งก็ไม่เชื่อ ชอบเถียง ชอบโต้แย้ง ชอบขัดขืนคำสั่ง (โดยชอบ) ของผู้บังคับบัญชาเสมอ ผู้ใหญ่ย่อมไม่พึงพอใจ เห็นว่ากระด้างกระเดื่อง ไม่เชื่อฟัง ทำให้เกิดความเสียหายในการปกครองบังคับบัญชา คนประเภทนี้เจริญได้ยาก การประพฤติตนอยู่ในรีตนั้นเป็นสิ่งดี กระทำตามๆ กันมา ชนิดที่เรียนกว่า "เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด" แต่หากเป็นการอยู่ในรีตไปทุก ๆ เรื่อง คนเก่าคนก่อนเขาทำมาอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น ไม่ยอมปรับปรุงเปลี่ยนอะไรเสียเลย ก็สร้างปัญหาได้เหมือนกัน เพราะสังคมนั้นจะประกอบไปด้วยบุคคลประเภท "ไดโนเสาร์เต่าล้านปี" ที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนอะไรให้รับกับยุคสมัยใหม่เสียบ้างเลย ฉะนั้นคำว่า "นอกรีต" นั้น มีความหมายสองนับ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นัยหนึ่งนั้นการนอกรีต เป็นเรื่องเสียหาย แต่อีกนัยหนึ่ง การนอกรีตนอกรอย ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้างเหมือนกัน

สรุป หากอยากเป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ต้องทำตัวให้ห่างไกลจาก ความล้มเหลว 21 ประการ ที่ท่านกว๋อฉางได้กล่าวเอาไว้นี้ให้จงได้ และทำตนให้ตรงข้ามด้วยการใฝ่ฝัน กระทำตนมุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จให้จงได้]]>
มนุษย์ต้องทำงาน เมื่อทำงานเสร็จ ก็ต้องการความสำเร็จ หากสำเร็จ ก็ยินดี พอใจหากล้มเหลวไม่สำเร็จก็เสียใจ หดหู่ ท้อถอย ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง

การทำงานสิ่งใดก็ตาม ทำแล้วต้องมุ่งหน้ากระทำต่อไปให้สำเร็จจงได้ ไม่ท้อถอยเสียโดยง่าย ไม่เลิกละลงกลางคัน มีความบางบั่น มุมานะพากเพียรพยายาม กระทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เรื่อยไป หนักๆ เข้า งานใดๆ ก็ไม่สามารถหลีกหนีความพยายามของมนุษย์ไปได้

เมื่อเริ่มทำงานการสิ่งใดก็ตาม หากเริ่มต้นแล้วรู้สึกว่าสะดุดมีลางไม่ค่อยจะดีเสียเปรียบ มีท่าว่าจะไม่ประสบความสำเร็จ ก็ขอจงอย่าได้ท้อถอย ให้คิดไว้เสมอว่า "เสือเจ็บนั้นไม่ร้อง" เมื่อท่านพบกับปัญหาจงอย่าเอะอะเอ็ดตะโร หรือโวยวายว่า ทำไม่ได้ ๆ ไม่มีทาง ๆ งานนี้ยากเหลือเกิน ใครจะสามารถทำให้สำเร็จได้ ? ซึ่งการร้องแรกแหกกระเชอ พร่ำเพ้อ ไปเช่นนั้น มิได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย แต่หากหุบปากเงียบไว้ ตั้งหน้าตั้งตาลงมือทำ ฝ่าฟันบากบั่นต่อสู้กับภาระหน้าที่งานนั้นเรื่อย ๆ ในไม่ช้า ความสำเร็จก็จะเข้ามาสู่ตัวเราเอง

ท่านกว๋อฉาง(นักปราชญ์ชาวจีน)ได้กล่าวถึงเหตุแห่งความล้มเหลวของมนุษย์ไว้ 21 ประการ ดังนี้

1) ไม่เข้าใจผู้อื่น เป็นคนไม่รู้เขา ไม่รู้เรา เอาแต่ตนเองเป็นประมาณ มีความคับแคบในจิตใจ

2) ไม่ประมาณตน สำคัญตนเองผิด ไม่ทราบว่าตนเองอยู่ในสถานะใด ขาดความเจียมตนอยากใหญ่ อยากดัง อาจจะเป็นคนชอบยกตนข่มท่าน อวดใหญ่อวดโต

3) ไม่เดียงสาต่องาน ขาดความรู้ในหน้าที่การงานที่ปฏิบัติ ไม่ได้ร่ำเรียนมาโดยตรง ไม่ได้รับการฝึกฝนอบรมในเรื่องนั้นๆ ให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง ไม่มีความเข้าใจงาน ไม่เข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนต่อการปฏิบัติภารกิจนั้น

4) ขาดความสำนึกรับผิดชอบ ไม่รับทราบว่า ในหน้าที่งานที่ตนเองต้องปฏิบัตินั้น ที่จริงแล้วมีสิ่งใดบ้างที่ตนเองจะต้องรับผิดชอบ หรือแม้จะทราบ แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่ทราบ ไม่ยอมรับผิดชอบงานในหน้าที่ของตน หรือคอยจ้องแต่จะรับ "ความชอบ" ส่วนความผิดนั้น มักปัดสวะให้ผู้อื่นรับเอาไป ก็ทำให้เกิดความผิดพลาดเสียหายล้มเหลวได้อย่างมากมาย

5) โลภโมโทสัน เป็นคนมักได้ มักเอา เป็นคนขี้ขอ มีโลภะ เป็นเจ้าเรือน เห็นสิ่งใดมีอาการอยากได้มาเป็นของตนในทุกๆ เรื่อง อาการเช่นนี้ เมื่อมีในตนมากเกินไป ทำให้มีสภาพเป็นคนน่ารังเกียจ ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เพราะเขากลับว่า จะไปขอทรัพย์สินของเขานั่นเอง ไร้ซึ่งสัจธรรม คนพูดปด พูดมดเท็จ พูดหลอกลวง พูดเพ้อเจ้อ พูดสับปลับ พูดปากกับใจไม่ตรงกัน ไม่มีคุณธรรมประจำใจ ย่อมไม่มีคนเคารพนับถือ วาจาไม่เป็นที่เชื่อถือแก่ผู้ใดเลย คนประเภทนี้ จะเป็นนักบริหารที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ที่จะเป็นได้ ก็เป็นเพียงคนจรหมอนหมิ่น สิ้นไรซึ่งความดีงามประจำตนเท่านั้นเอง

6) เย่อหยิ่งยโส คนอวดเบ่ง อวดหยิ่งยโสนั้น ไม่มีใครเขาเกรงกลัว และไม่เคารพนับถืออีกด้วย คนที่คิดว่าตัวเองเก่งนั้น ที่จริงเปรียบเสมือนกับคนที่ตายไปแล้ว เพราะคนที่หลงตัวลืมตนนั้นจะไม่ยอมศึกษาค้นคว้าสิ่งไดเพิ่มเติม เนื่องจากหลงตนคิดว่าตนเองเก่งกว่าใครๆ นั่นเอง

7) ก่อหนี้สินล้นพ้นตัว คนประเภทนี้ เป็นพวกหน้าใหญ่ใจโต ไม่ประมาณตน เห็นช้างขี้ก็อยาก ขี้ตามช้าง เห็นเขานั่งคานหาม ก็อยากนั่งบ้าง แต่หาคานหามไม่ได้ เลยต้อง "เอามือประสานก้นแทน"

8) คบค้าคนเสเพล คนที่คบค้าแต่คนพาล คนเสเพล ย่อมจะเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศฉิบหายไปด้วย ในอบายมุข 6 นั้น บ่งบอกว่า อย่าคบคนชั่วเป็นมิตร

9) เกียจคร้านต่อการงาน การขี้เกียจตัวเป็นขน การงานไม่ยอมทำ กระทำตัวประหนึ่ง "ตุ๊ดตู่" ที่ในเรี่ยวในรูช่างอยู่ได้ ขี้เกียจหนักหนาระอาใจ เขาเรียกให้กินหมากไม่อยากพบ คนขี้เกียจระดับนี้เป็นพวก "กินแล้วนอนรอวันเชือดเหมือนหมู" ยิ่งนอนก็ยิ่งอ้วน ยิ่งนอนก็ยิ่งง่วงหนักมากขึ้น และยิ่งขี้เกียจมากขึ้นทุกที ๆ หนักเข้ากลายเป็นคนอดอยากยากจน เกียจคร้านไม่ยอมทำการงานอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน หนักเข้าก็ต้องกลายเป็นยาจกเข็ญใจเที่ยวขอทานเขากิน

10) ทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้ การอวดเก่ง การดังด้วยการตีหัวหมา ด่าแม่เจ๊ก ทำร้ายคนอื่นเกะกะระรานหาเรื่องราวจากสุจริตชนไปเรื่อย ๆ นั้น เป็นบ่อเกิดความเสียหายในชีวิตของบุคคลและท้ายที่สุดอายุก็มักจะไม่ยืนยาว อีกด้วย มักจะถูกทำร้าย ถูกแก้แค้นให้บาดเจ็บ หรือถึงกับล้มตายเสียโดยง่าย มักจะไม่ได้ตายดี แต่จะกลายเป็น "ผีตายโหง" เสมอ

11) ไร้ซึ่งสัจธรรม คนพูดปด พูดมดเท็จ พูดหลอกลวง พูดเพ้อเจ้อ พูดสับปลับ พูดปากกับใจ ไม่ตรงกัน ไม่มีคุณธรรมประจำใจ ย่อมไม่มีคนเคารพนับถือ วาจาไม่เป็นที่เชื่อถือแก่ผู้ใดเลยคนประเภทนี้ จะเป็นนักบริหารที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร ที่จะเป็นได้ ก็เป็นเพียงคนจรหมอนหมิ่น สิ้นไร้ซึ่งความดีงามประจำตนเท่านั้นเอง

12) ใจคอคับแคบ คนจิตใจคับแคบ เป็นคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้อย่างที่สุด เรียกได้ว่า "ขนาดอุจจาระเมื่อถ่ายออกมาแล้วยังไม่ยอมให้สุนัขกิน" นั้นเลยทีเดียว คนประเภทนี้ เรื่องที่ใครจะมาขออะไร ไม่มีทางที่จะให้แก่ใครเลย ส่วนทรัพย์สินสมบัติของคนอื่นๆ นั่น ตนเองจะจ้องตาเป็นมันด้วยความอยากได้มาเป็นของตัว และพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ได้มาเป็นของตัว และพยายามทุกวิถีทางที่จะให้ได้มาเป็นสมบัติของตัวเองให้ได้ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกลไม่ได้ด้วยมนต์ ก็เอาด้วยคาถาถ้าขอเขาไม่ให้ก็ลักขโมยเอา หรือแย่งชิงเอาซึ่งๆ หน้าก็ทำได้

13) คบคนไม่เลือก คนคบคนไม่เลือกนี้ เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนที่สิ้นคิด คนนั้นมีหลายร้อยจำพวก ที่ดีก็มี แต่ที่ชั่วก็มาก หากคบคนไม่เลือก มีโอกาสสูงมากที่จะได้คนพาล คนเลวทรามมาเป็นมิตร บุคคลเหล่านี้จะปอกลอก ล่อลวง ชักชวน ชักจูงให้หลงผิด อาจจะพาไปติดยาเสพติดไปเที่ยวหญิงคนชั่ว มีโรคร้ายที่สังคมรังเกียจติดตัวมา อายุอาจจะไม่ยืนยาว มงคลสูตรข้อแรก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้บอกไว้ว่า อย่าคบคนพาล แต่จงสมาคมกับบัณฑิต จึงเป็นมงคลอันประเสริฐอุดมดี

14) คิดคดล่อลวง คนคดในข้อ งอในกระดูกนั้น คดในทุกเรื่อง เป็นคนที่ไม่ควรคบหาสมาคมเป็นอย่างยิ่ง คนประเภทนี้ ทำงานสิ่งใดมักจะประสบความล้มเหลวเสมอ เนื่องจากนิสัยที่ชั่วร้ายเลวทรามของเขานั้นเอง มีคำกล่าวสำคัญตอนหนึ่งว่า แม่น้ำคดเคี้ยวก็ควรจร ไม่คดทำศรพอเชื่อได้ เหล็กคดทำเคียวเกี่ยวข้าวใช้ แต่คนคดนั้นไซร้ไม่ต้องการ

15) สุรุ่ยสุร่าย เป็นความเลวทรามชนิดหนึ่งของมนุษย์ ที่มีนิสัยหน้าใหญ่ใจโต มือเติบ จับจ่ายใช้สอยอย่างไม่อั้น ได้น้อย หรือได้มากไม่คำนึงถึง แต่จ่ายมากเข้าไว้ก่อน คำกลอนรุ่นเก่าของสุนทรภู่ว่าไว้ว่า "เป็นผู้ดีมีทรัพย์เที่ยวจับแจก เหมือนเกี่ยวแฝกมุงป่าฉิบหาย" แล้วในที่สุดตนเองก็ต้องล้มละลาย อาจจะต้องถึงขนาดฉิบหายขายตัวไปด้วยกันเลยทีเดียว

16) ไร้อุดมการณ์ บุคคลที่สิ้นไร้ซึ่งอุดมการณ์ ไม่มีจุดยืนที่แน่นอน ไม่มีหลักการใดมา หน่วงเหนี่ยวให้จิตใจยึดมั่นเป็นหลักไว้เสียแล้ว ก็มีสภาพเป็นคนหลักลอย กระทำการสิ่งใดก็ล่องลอยไปเรื่อยๆ ใครทักว่าอย่างไร ก็คล้อยตามไปตามสิ่งที่เขาทักนั้น ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีใครเขายอมรับ นับถือบุคคลประเภทนี้ หากต้องการความสำเร็จอย่างแท้จริงในการทำงานแล้ว ต้องเป็น "คนมีหลัก" หลักที่ว่านี้หมายถึง หลักเกณฑ์ หลักธรรมความประพฤติ มีคุณธรรม จริยธรรมแห่งวิชาชีพ แห่งหน้าที่ การงานของตน

17) ลุ่มหลงการพนัน การพนันนั้น นับเป็นยาเสพติดที่ร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งสำหรับมนุษย์เมื่อยังไม่เคยเล่น ก็ไม่รู้สึกอะไร เห็นเป็นสิ่งที่ไม่เข้าท่า ไม่ได้เรื่อง ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องวอแวด้วย แต่หากได้เข้าไปเล่นสักครั้งสองครั้งแล้ว อาจลุ่มหลงในเสน่ห์ มนต์มายาแห่งการพนันนั้น ในที่สุดก็ติดงอมแงม วันไหนไม่ได้เล่น ก็เกิดอาการหงุดหงิด กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ตื่นเช้าขึ้นมาก็รีบล้างหน้าล้างตา ไปนั่งรอที่หน้าบ่อน เมื่อมีขาไพ่หรือขาอื่นๆ ครบพอที่จะเล่นกันได้ ก็โจ้กันได้เลยทีเดียวละ ต่อจากนี้ก็แทบจะไม่มีวันเลิกรา ไม่อยากจะจากกันไปเสียเลย ลูกเต้า สามี หรือภรรยานั้นลืมไปหมดแล้ว พวกเขาจะเป็นอยู่อย่างไรก็ช่างหัวมัน จะมีข้าวกินหรือไม่ จะมีเสื้อผ้าใส่หรือไม่จะได้ไปโรงเรียนหรือไม่ กลายเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ธุระของฉันไปเสียแล้ว คนที่ลุ่มหลงการพนันขนาดหนักนี้หนัก ๆ เข้า ก็บ้านแตกสาแหรกขาด ต้องทิ้งขว้างร้างหย่าจากกันไป ครอบครัวใด หากสามีภรรยาเป็นผีพนันด้วยกันทั้งคู่ บาปกรรมก็ตกมาที่ตัวลูก ที่ถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างดีเท่าที่ควร อาจจะเสียคนได้ตั้งแต่วัยเด็ก อาจจะไปมีแฟนเมื่ออายุยังน้อย อาจจะหนีตามกันไปโดยมิได้แต่งงาน อาจจะกลายเป็นนักการพนันตามพ่อแม่ไปด้วย เพราะได้เห็นสิ่งเลวทรามเหล่านั้นติดตามาตั้งแต่ยังเด็ก และมีมิจฉาทิฐิเห็นว่าเป็นสิ่งดีงามที่ตนเองต้องเจริญรอยตามพ่อแม่ไปด้วย เพราะได้เห็นสิ่งเลวทรามเหล่านั้นติดตามาตั้งแต่ยังเด็ก และมีมิจฉาทิฐิเห็นว่าเป็นสิ่งดีงามที่ตนเองต้องเจริญรอยตามพ่อแม่ไปด้วย

18) หุนหันพลันแล่น คนประเภทนี้ เป็นพวกใจร้อน ใจด่วนได้ เมื่ออารมณ์โกรธ หรือโทสะจริตเป็นเจ้าเรือนอยู่เสมอ หากพอใจอะไรก็ทำได้ หากไม่พอใจก็สะบัดก้นลุกเดินหนีไปทันทีได้เช่นเดียวกัน โดยไม่มีอาการเสียดงเสียดายอะไรเลย คนประเภทนี้บางทีเมื่อดีก็ดีใจหาย เมื่อร้ายก็ร้ายแสนเลยทีเดียว หากต้องการจะเป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จ ไม่ล้มเหลว บุคคลประเภทนี้จะต้องฝึกจิตใจเสียใหม่ ให้เยือกเย็น สุขุมคัมภีรภาพ ไม่ใจเร็วด่วนได้อย่างแต่ก่อนอีก การจึงจะสำเร็จอีก

19) จิตใจโลเล คนประเภทนี้เป็นคนเหลาะแหละ เหมือนกับ "ไม้หลักปักเลน" อยู่แล้ว หลักนั้นย่อมโอนเอนไปมาเสมอ ไม่ตรึงแน่นอยู่กับพื้นได้ เนื่องจากเลนนั้นอ่อนเหลว หลักย่อมล้ม หรืออาจจะหลุดลอยไปจากพื้นเลนได้โดยง่าย การประพฤติตนเป็นคนโลเล เหลาะแหละ ไม่เอาจริงเอาจังในเรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น คนย่อมไม่เคารพนับถือ เมื่อเชื่อถือในถ้อยคำ แล้วจะไปบริหารงานให้ประสบความสำเร็จได้อย่างไร ก็ต้องประสบกับความล้มเหลววันยันค่ำ หากต้องการความสำเร็จ ต้องเลิกละนิสัย "โลเล" นี้ให้ได้อย่างเด็ดขาด

20) อิจฉาริษยา คนขี้อิจฉานั้น คือคนที่เห็นคนอื่นดีกว่าตนแล้วทนไม่ได้ รู้สึกเดือดร้อน ไม่สบายใจ เกิดอาการริษยาตามมาอีก คือไม่อยากให้เขาดีไปกว่าตน อยากให้เขาเกิดความพินาศ ล้มเหลว หากเขาเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะสุขสมในอารมณ์เป็นอันมาก เพราะการณ์เป็นไปสมตามที่ตนเองได้สาปแช่งเขาเอาไว้ คนประเภทขี้อิจฉานี้ ที่จริงแล้ว แทบจะไม่สามารถหาความสุขในชีวิตได้เลย เพราะเป็นคนที่ไม่เคยคิดดีๆ ต่อใคร ไม่เคยรู้จักคำว่า "ให้ ให้อภัย เมตตา กรุณา มุทิตา" แต่มีความอยากให้เขาเป็นทุกข์ ให้เขาเจ๊ง ให้เขาพัง ให้เขาเสียชื่อเสียง เห็นคนอื่นเป็นทุกข์ แล้วตนเองกลับเป็นสุข และเมื่อเห็นเขาเป็นสุข ก็พลอยอิจฉาตาร้อน ไม่อยากให้เขาได้รับความสุขนั้นเพราะตนเองมีแต่ทุกข์ และอยากให้เขาได้รับความทุกข์เหมือนตนหรือมากกว่าตน

21) นอกรีตดื้อรั้น คนนอกรีต นอกรอย นั้นคือ คนที่ไม่ยอมประพฤติตามจารีต ตามประเพณีที่ดีงาม ที่คนเก่ารุ่นก่อน ผู้ใหญ่รุ่นปู่ย่าตาทวดเขาได้สร้างสรรค์ขนบประเพณีที่ดีงามเอาไว้คนที่เป็น พวกนอกรีต และหัวดื้อหัวรั้น ผู้ใหญ่บอกก็ไม่ฟัง สั่งก็ไม่เชื่อ ชอบเถียง ชอบโต้แย้ง ชอบขัดขืนคำสั่ง (โดยชอบ) ของผู้บังคับบัญชาเสมอ ผู้ใหญ่ย่อมไม่พึงพอใจ เห็นว่ากระด้างกระเดื่อง ไม่เชื่อฟัง ทำให้เกิดความเสียหายในการปกครองบังคับบัญชา คนประเภทนี้เจริญได้ยาก การประพฤติตนอยู่ในรีตนั้นเป็นสิ่งดี กระทำตามๆ กันมา ชนิดที่เรียนกว่า "เดินตามผู้ใหญ่ หมาไม่กัด" แต่หากเป็นการอยู่ในรีตไปทุก ๆ เรื่อง คนเก่าคนก่อนเขาทำมาอย่างไร ก็ทำอย่างนั้น ไม่ยอมปรับปรุงเปลี่ยนอะไรเสียเลย ก็สร้างปัญหาได้เหมือนกัน เพราะสังคมนั้นจะประกอบไปด้วยบุคคลประเภท "ไดโนเสาร์เต่าล้านปี" ที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยนอะไรให้รับกับยุคสมัยใหม่เสียบ้างเลย ฉะนั้นคำว่า "นอกรีต" นั้น มีความหมายสองนับ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นัยหนึ่งนั้นการนอกรีต เป็นเรื่องเสียหาย แต่อีกนัยหนึ่ง การนอกรีตนอกรอย ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้างเหมือนกัน

สรุป หากอยากเป็นนักบริหารที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ต้องทำตัวให้ห่างไกลจาก ความล้มเหลว 21 ประการ ที่ท่านกว๋อฉางได้กล่าวเอาไว้นี้ให้จงได้ และทำตนให้ตรงข้ามด้วยการใฝ่ฝัน กระทำตนมุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จให้จงได้

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
ฉันเป็นเพียงสิ่งเล็กๆบนโลกนี้ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%86%e0%b8%9a/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%86%e0%b8%9a/ Tue, 6 Mar 2012 02:49:49 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%89%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b9%86%e0%b8%9a/ ฉันอาจไม่ใช่ดวงดาวบนฟ้าที่เธอแหงนมองดูได้ ฉันเป็นเพียงแสงเล็ก ๆ จากก้านไม้ขีดไฟ

แต่จะหลอมเป็นแสงสว่างสุดท้ายให้เพียงเธอ

ฉันอาจไม่ได้เป็นดอกกุหลาบต้องตาใครต่อใคร

ฉันเป็นเพียงดอกไม้ที่พลิ้วไหวให้เธอยิ้มได้เสมอดอกไม้ไม่มีชื่อในโลกที่ไม่มีใครได้พบเจอ

แต่จะเป็นดอกไม้เดียวที่บานในใจเธอตลอดไปฉัน อาจไม่ใช่สายฝนโปรยฉันเป็นเพียงหยดน้ำที่โบก โบยความอ่อนล้าให้เธอได้

หากแม้เป็นหยดน้ำตา จะหลั่งรินมาให้เธอสบายใจ รอเวลาเหือดแห้งไป ให้เธอพบวันคืนที่สดใสแสนดี ฉันอาจไม่ใช่สายลม

แต่ฉันเป็นอณูความห่วงใย ที่เพาะบ่ม ทุกลมหายใจนับจากนี้ในหัวใจที่ว่างเปล่า...เธออาจไม่มีฉันแล้วก็ตามที

แต่ขอให้รับรู้เถอะคนดี...ทุกความ รู้สึกที่ฉันมีจะไม่เปลี่ยนไปฉันเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ บนโลกนี้ ไม่ขอเป็นอะไรที่มากมี

และยิ่งใหญ่ แม้เธอเห็นฉันเป็นเพียงภาพฝันไร้ตัวตนบนความห่างไกล ก็ลืมเถอะเธอ...ลืมฉันให้หมดใจ ...ฉันไม่เคยเสียใจที่รักเธอ... ]]>
ฉันอาจไม่ใช่ดวงดาวบนฟ้าที่เธอแหงนมองดูได้ ฉันเป็นเพียงแสงเล็ก ๆ จากก้านไม้ขีดไฟ

แต่จะหลอมเป็นแสงสว่างสุดท้ายให้เพียงเธอ

ฉันอาจไม่ได้เป็นดอกกุหลาบต้องตาใครต่อใคร

ฉันเป็นเพียงดอกไม้ที่พลิ้วไหวให้เธอยิ้มได้เสมอดอกไม้ไม่มีชื่อในโลกที่ไม่มีใครได้พบเจอ

แต่จะเป็นดอกไม้เดียวที่บานในใจเธอตลอดไปฉัน อาจไม่ใช่สายฝนโปรยฉันเป็นเพียงหยดน้ำที่โบก โบยความอ่อนล้าให้เธอได้

หากแม้เป็นหยดน้ำตา จะหลั่งรินมาให้เธอสบายใจ รอเวลาเหือดแห้งไป ให้เธอพบวันคืนที่สดใสแสนดี ฉันอาจไม่ใช่สายลม

แต่ฉันเป็นอณูความห่วงใย ที่เพาะบ่ม ทุกลมหายใจนับจากนี้ในหัวใจที่ว่างเปล่า...เธออาจไม่มีฉันแล้วก็ตามที

แต่ขอให้รับรู้เถอะคนดี...ทุกความ รู้สึกที่ฉันมีจะไม่เปลี่ยนไปฉันเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ บนโลกนี้ ไม่ขอเป็นอะไรที่มากมี

และยิ่งใหญ่ แม้เธอเห็นฉันเป็นเพียงภาพฝันไร้ตัวตนบนความห่างไกล ก็ลืมเถอะเธอ...ลืมฉันให้หมดใจ ...ฉันไม่เคยเสียใจที่รักเธอ...

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
7 วิธีรับมือการทะเลาะกัน http://www.taladtoyota.com/7-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/ http://www.taladtoyota.com/7-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/ Mon, 5 Mar 2012 02:29:10 +0000 http://www.taladtoyota.com/7-%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99/ เชื่อว่าหลายคนคงต้องเคยผ่าน เหตุการณ์การทะเลาะกับคนรอบข้างมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนรัก คุณมีวิธีการรับมือกับเหตุการณ์นั้นอย่างไรกันบ้างคะ วันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆ มาฝากกันค่ะ

1. รับฟังและไม่ขัดจังหวะ

เชื่อเถอะว่าไม่มีใครชอบที่จะถูกขัด จังหวะในขณะที่เขาพูดหรอก ลองเปลี่ยนบทบาทเป็นฝ่ายนั่งฟังเขาพูดตั้งแต่ต้นจนจบๆ ดูสิ นอกจากเขาจะรู้สึกที่ดีที่คุณรับฟังแล้วยังจะช่วยลดอารมณ์ร้อนในตัวเขาให้ เย็นลงได้อีกด้วยนะ

2. ทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด

นอกจากการรับฟังแล้วสิ่งที่คุณควรทำ ต่อมา คือ พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด แม้ว่ามันจะดูไม่มีเหตุผลก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเขารู้สึกว่าคุณเข้าใจเขา การทะเลาะก็ย่อมจะจบลงเร็วกว่าที่คุณคิดไว้แน่นอน

3.เก็บถ้อยคำอันร้ายกาจไว้

บ่อยครั้งในยามโมโหเรามักจะลืมตัว หลุดถ้อยคำที่ไม่ทันคิดออกไป แล้วก็ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง อย่าปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับคุณเชียว เพราะเมื่อพูดไปแล้วมันก็เป็นการยากที่จะเรียกคำนั้นกลับคืนมา ทำใจเย็นๆ และเตือนสติตัวเองทุกครั้งก่อนที่จะปล่อยถ้อยคำรุนแรงออกไป เรื่องที่ว่าแย่ จะได้ไม่ดูแย่ไปกว่านี้ไงล่ะคะ

4. ลืมอดีตซะบ้าง

อดีตก็คืออดีต ปล่อยมันทิ้งไปซะ เพราะหากว่าคุณยังจมอยู่กับเรื่องราวความผิดพลาดในครั้งก่อนๆ แล้วหยิบมาโต้แย้งในยามที่ทะเลาะกัน นอกจากจะทำให้คุณไม่สามารถแก้ปัญหาของคุณกับเขาได้แล้วยังจะทำให้การทะเลาะ บานปลายขึ้นไปอีกให้นึกซะว่าไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาด ให้โอกาสเขาได้ปรับปรุงตัวและทำลืมๆ ที่จะพูดถึงมันย่อมจะดีกว่านะ

5. เรียนรู้ที่จะประนีประนอม

ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีการประนีประนอม แทนการพยายามที่จะเอาชนะกันดู แล้วคุณจะพบว่าความขัดแย้งนั้นลดน้อยลงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถ้ายังมีบางสิ่งที่ยังไง๊ยังไงคุณก็ไม่เห็นด้วย ก็ให้ลองใช้วิธีพบกันครึ่งทาง คงไม่ทำให้คุณเสียศักดิ์ศรีเท่าไรหรอก

6. รับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่าย

การโต้เถียงกันส่วนใหญ่มักเป็นการโต้ เถียงที่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็นด้วยกับความคิดของตน ซึ่งก็คงเป็นไปไม่ได้ที่คนอื่นจะมีความคิดเห็นเหมือนกับคุณซะทุกเรื่องไป แม้ว่าคุณจะพยายามแล้วพยายามอีกที่จะอธิบายให้เขาคล้อยตามไปกับคุณ ในทางกลับกันถ้าคุณลองเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรับเอาความคิดเห็นของเขามาทำความ เข้าใจ นอกจากคุณจะได้แสดงให้เขาเห็นถึงการรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นของคุณแล้ว ยังจะทำให้ลดปัญหาที่จะนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งได้อีกต่างหาก

7. นึกถึงความสัมพันธ์อันดีเข้าไว้

บางครั้งอารมณ์ในยามทะเลาะกันมักทำ ให้คุณลืมเลือนความสัมพันธ์ของอีกฝ่ายทิ้งไปชั่วขณะ โดยมุ่งแต่จะสรรหาถ้อยคำดุเด็ดเผ็ดร้อนมาโต้ตอบกันแทน ลองเปลี่ยนเป็นนำความสัมพันธ์อันดีที่เคยมีระหว่างเขากับคุณมานึกถึงเป็น อันดับแรกในยามที่ทะเลาะกันดูสิคะ ถึงจะดูเหมือนคุณต้องเป็นฝ่ายยอมเขาแต่มันก็จะดูมีค่ากว่าการต้องมานั่งทำ ร้ายจิตใจของกันและกันนะ

อ่านแล้วก็ลองนำไปใช้กันดูนะคะ ตอนนี้คุณอาจจะมองว่าไม่จำเป็นหรอก ก็ยังไม่ได้ทะเลาะกับใครนี่นา แต่เชื่อเถอะว่ามนุษย์เราก็ต้องมีซักครั้งที่จะต้องขัดใจกับคนรอบตัว ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร แต่ถ้าเรารู้วิธีที่จะรับมือกับเหตุการณ์นั้นแล้ว ต่อให้เหตุการณ์ร้ายแรงขนาดไหน คุณก็ย่อมจะผ่านไปได้อย่างสบายๆ เลยแหล่ะ]]>
เชื่อว่าหลายคนคงต้องเคยผ่าน เหตุการณ์การทะเลาะกับคนรอบข้างมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกับเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนรัก คุณมีวิธีการรับมือกับเหตุการณ์นั้นอย่างไรกันบ้างคะ วันนี้เรามีเทคนิคง่ายๆ มาฝากกันค่ะ

1. รับฟังและไม่ขัดจังหวะ

เชื่อเถอะว่าไม่มีใครชอบที่จะถูกขัด จังหวะในขณะที่เขาพูดหรอก ลองเปลี่ยนบทบาทเป็นฝ่ายนั่งฟังเขาพูดตั้งแต่ต้นจนจบๆ ดูสิ นอกจากเขาจะรู้สึกที่ดีที่คุณรับฟังแล้วยังจะช่วยลดอารมณ์ร้อนในตัวเขาให้ เย็นลงได้อีกด้วยนะ

2. ทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด

นอกจากการรับฟังแล้วสิ่งที่คุณควรทำ ต่อมา คือ พยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด แม้ว่ามันจะดูไม่มีเหตุผลก็ตาม แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเขารู้สึกว่าคุณเข้าใจเขา การทะเลาะก็ย่อมจะจบลงเร็วกว่าที่คุณคิดไว้แน่นอน

3.เก็บถ้อยคำอันร้ายกาจไว้

บ่อยครั้งในยามโมโหเรามักจะลืมตัว หลุดถ้อยคำที่ไม่ทันคิดออกไป แล้วก็ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง อย่าปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับคุณเชียว เพราะเมื่อพูดไปแล้วมันก็เป็นการยากที่จะเรียกคำนั้นกลับคืนมา ทำใจเย็นๆ และเตือนสติตัวเองทุกครั้งก่อนที่จะปล่อยถ้อยคำรุนแรงออกไป เรื่องที่ว่าแย่ จะได้ไม่ดูแย่ไปกว่านี้ไงล่ะคะ

4. ลืมอดีตซะบ้าง

อดีตก็คืออดีต ปล่อยมันทิ้งไปซะ เพราะหากว่าคุณยังจมอยู่กับเรื่องราวความผิดพลาดในครั้งก่อนๆ แล้วหยิบมาโต้แย้งในยามที่ทะเลาะกัน นอกจากจะทำให้คุณไม่สามารถแก้ปัญหาของคุณกับเขาได้แล้วยังจะทำให้การทะเลาะ บานปลายขึ้นไปอีกให้นึกซะว่าไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาด ให้โอกาสเขาได้ปรับปรุงตัวและทำลืมๆ ที่จะพูดถึงมันย่อมจะดีกว่านะ

5. เรียนรู้ที่จะประนีประนอม

ลองเปลี่ยนมาใช้วิธีการประนีประนอม แทนการพยายามที่จะเอาชนะกันดู แล้วคุณจะพบว่าความขัดแย้งนั้นลดน้อยลงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถ้ายังมีบางสิ่งที่ยังไง๊ยังไงคุณก็ไม่เห็นด้วย ก็ให้ลองใช้วิธีพบกันครึ่งทาง คงไม่ทำให้คุณเสียศักดิ์ศรีเท่าไรหรอก

6. รับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่าย

การโต้เถียงกันส่วนใหญ่มักเป็นการโต้ เถียงที่ต้องการให้อีกฝ่ายเห็นด้วยกับความคิดของตน ซึ่งก็คงเป็นไปไม่ได้ที่คนอื่นจะมีความคิดเห็นเหมือนกับคุณซะทุกเรื่องไป แม้ว่าคุณจะพยายามแล้วพยายามอีกที่จะอธิบายให้เขาคล้อยตามไปกับคุณ ในทางกลับกันถ้าคุณลองเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายรับเอาความคิดเห็นของเขามาทำความ เข้าใจ นอกจากคุณจะได้แสดงให้เขาเห็นถึงการรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นของคุณแล้ว ยังจะทำให้ลดปัญหาที่จะนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งได้อีกต่างหาก

7. นึกถึงความสัมพันธ์อันดีเข้าไว้

บางครั้งอารมณ์ในยามทะเลาะกันมักทำ ให้คุณลืมเลือนความสัมพันธ์ของอีกฝ่ายทิ้งไปชั่วขณะ โดยมุ่งแต่จะสรรหาถ้อยคำดุเด็ดเผ็ดร้อนมาโต้ตอบกันแทน ลองเปลี่ยนเป็นนำความสัมพันธ์อันดีที่เคยมีระหว่างเขากับคุณมานึกถึงเป็น อันดับแรกในยามที่ทะเลาะกันดูสิคะ ถึงจะดูเหมือนคุณต้องเป็นฝ่ายยอมเขาแต่มันก็จะดูมีค่ากว่าการต้องมานั่งทำ ร้ายจิตใจของกันและกันนะ

อ่านแล้วก็ลองนำไปใช้กันดูนะคะ ตอนนี้คุณอาจจะมองว่าไม่จำเป็นหรอก ก็ยังไม่ได้ทะเลาะกับใครนี่นา แต่เชื่อเถอะว่ามนุษย์เราก็ต้องมีซักครั้งที่จะต้องขัดใจกับคนรอบตัว ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร แต่ถ้าเรารู้วิธีที่จะรับมือกับเหตุการณ์นั้นแล้ว ต่อให้เหตุการณ์ร้ายแรงขนาดไหน คุณก็ย่อมจะผ่านไปได้อย่างสบายๆ เลยแหล่ะ

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179
คนทำงาน http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/ http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/ Wed, 29 Feb 2012 03:41:29 +0000 http://www.taladtoyota.com/%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/ เริ่มต้นด้วยการรักงาน การทำงาน ที่จะทำให้เรา ประสบ ความ สำเร็จ ได้อย่าง รวดเร็วนั้น ปัจจัยที่มีส่วน ส่งเสริม บุคลิกภาพของเรา อีกด้านหนึ่ง ได้แก่ ทัศนคติ ที่เรา มีต่องานนั้น ๆ นั่นเอง การเริ่มต้น การทำงาน ด้วยการรักงานนั้น จึงเป็น ส่วนหนึ่ง ที่สามารถส่งเสริม และ สนับสนุนคุณได้ ว่าแต่เราจะทำ อย่างไรจึงจะเป็น อย่างนั้นได้ล่ะ

หาความชอบให้เจอ

ก่อนอื่น เราต้องหาตัวเอง ให้พบก่อน ว่าเรามีความรู้สึก อย่างไร กับงาน ที่เราทำอยู่ บางคนอาจจะชอบ หรือรักงาน แต่บางคน อาจจะไม่ชอบ แต่จำเป็นต้องทำ ด้วยเหตุผลทาง ด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นก่อนที่จะ สมัครงาน ก็ควรลองถามตัวเอง ดูก่อนว่า เราชอบหรือไม่ แต่ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่ควรจะทำ เพราะว่าใน ภายหลัง คุณอาจจะต้อง มาเสียเวลา กับการเปลี่ยนงาน อีกครั้ง ส่วนในกรณีที่ ต้องทำด้วยเหตุผล ทางเศรษฐกิจ ก็ควรจะ ลองปรับตัว ปรับใจ ดูก่อน ลองบอกตัวเองบ่อย ๆ ว่างานนี้ ก็ไม่ยาก งานนี้น่าสนใจ งานนี้ทำให้คุณ ได้รับแต่สิ่งที่ดี ๆ หรืองานนี้ เหมาะกับคุณ เป็นต้น แต่ถ้าหากลอง พยามยาม ทำดูแล้วยังมีความรู้สึกว่า คุณฝืนตัวเองอยู่ ก็น่าจะลองกลับมา ทบทวนดูใหม่ เพราะการฝืนทำอะไร ที่ไม่ใช่ตัวเราเอง มันคงจะไม่ทำให้คุณ ประสบความ สำเร็จ ได้ง่าย ๆ เป็นแน่

เริ่มสร้างทัศนคติที่ดี

สิ่งที่ต้องทำต่อมา ได้แก่ การเสริมสร้าง ทัศนคติที่ดี ซึ่งถ้าเรามี ทัศนคติ ที่ดี กับงานที่ทำแล้วหล่ะก้อ จะไม่มีคำว่าน่าเบื่อ หรือไม่อยาก ทำงานอีกเลย ในหัวของเรา เพราะสมอง เป็นตัวสั่งงานให้ ร่างกายเคลื่อนไหว และทำ กิจกรรมต่าง ๆ ได้ตาม ที่ต้องการ แต่ถ้าสมองบอกว่า เหนื่อยแล้ว เบื่อแล้ว ร่างกายจะล้า ตามไปทันที ในเมื่อสมอง ไม่สั่งงาน แรง ทำงาน ก็ไม่มี แล้วอย่างนี้ งานจะออกมาดี ได้ยังไง ดังนั้น เราควร ทำใจ ให้สบาย มองงานทุกงาน ว่ามันเป็นงาน ที่ง่าย สำหรับ เรา เป็นงานที่ทำเมื่อไร ก็ท้าทาย ความสามารถ เมื่อนั้น แม้ว่างานจะเพิ่มขึ้น อีกหน่อย แล้วเราต้องเหนื่อย มากขึ้นกว่าเดิม อีกนิด ก็คิดซะว่า เราทำเพื่อ ความก้าวหน้า ในชีวิตของเราเองก็แล้วกัน ( ถ้าเราไม่ทำงาน ก็เท่ากับ เราย่ำอยู่กับที่น่ะสิ จริงไหม )

ปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงาน

แน่นอนที่สุดว่า การไปทำงานที่ไหน ก็ต้องปรับตัวให้ เข้ากับที่นั่นให้ได้ ( เหมือนสุภาษิตที่ว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ) เพราะมันเป็นผลดี กับตัวเราเอง ลองคิดดูสิ ถ้าที่ทำงาน มีแต่เสียงหัวเราะ มีแต่รอยยิ้มให้กัน การทำงาน ก็จะสนุกเพิ่มมากขึ้น อีกขนาดไหน ทำให้เรามีแรง ที่จะทุ่มเท ให้กับงาน ได้อย่าง ไม่รู้จักเหน็ด ไม่รู้จักเหนื่อย และการที่เรา มีเพื่อนร่วมงานที่ดี ยังหมายถึงว่า งานของเราสำเร็จ ไปกว่า ครึ่งแล้ว ที่พูดเช่นนี้ ก็เพราะว่า การอยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่ดี คอยช่วยเหลือ เราในทุก ๆ ด้าน ( แต่ไม่ได้หมายถึง เราให้เค้าช่วย ทุกอย่างเลยนะ ) ก็ย่อมส่งผลถึงจิตใจ ที่ดีตามไปด้วย ในเมื่อจิตใจดี งานออกมาก็จะดี ตามไปด้วย ( อย่างนี้เค้า เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 2 ตัว … ว้าว)

มองโลกในแง่ดี

ใช่แล้ว มองโลกในแง่ดี เข้าไว้ มีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษ แน่ นอน ลองพยายามดูสิ จะเห็นว่าไม่ใช่ เรื่องยากเลย ที่จะคิดถึงงาน แต่ในด้านที่ดี ( ก็มันเป็น ของเราเองนี่นา จะคิดในแง่ร้ายทำไม ให้หดหู่ใจ เปล่า ๆ ) ถ้างานหนักมาก มีเข้ามาจนล้นมือ ทำแทบไม่ทัน ก็อย่าเพิ่งโวยวาย ตีโพยตีพาย โทษเจ้านาย ว่าไม่รักเรา ถึงแกล้งให้งานเรา เยอะอย่างนี้ ทำงานจนภรรยา ที่บ้านเริ่มจำหน้าไม่ได้ ลูก ๆ เริ่มไม่แน่ใจ ว่าใช่พ่อตัวเองรึเปล่า ( ขนาดนั้นเลย ) แต่ที่จริงแล้ว เราเป็น คน ที่ทำงานดีต่างหาก เจ้านายถึงมอบ ความไว้วางใจ ให้รับผิดชอบ งานหลายอย่าง ไม่ใช่ว่าเค้าไม่รัก หรอกนะ เค้ารักและไว้วางใจเรา มากว่าคนอื่น ต่างหากหล่ะ …เห็นไหม ที่ผ่านมา เราหลงคิดโทษเจ้านาย ที่แสนจะน่ารัก ซะตั้งนาน ที่แท้เค้าไม่ได้แย่ อย่างที่ เราคิดสักหน่อย

การสร้าง ความมั่นใจ ในการทำงาน เป็นส่วนที่สำคัญ ในการพัฒนา บุคลิกภาพ ด้วยเหมือนกัน และยังส่งผลถึง ความสำเร็จ ในอนาคต อีกด้วย เพียงเรา เริ่มต้น ด้วย การรักและมีใจให้กับงาน เป็นสิ่งแรก แล้วไม่ว่างาน จะหนักสัก แค่ไหน หรือยากสักเพียงใด เราก็ไม่หวั่นอยู่แล้ว … ก็คนมันรัก ไปแล้วนี่ ไม่ว่าจะเกิด อะไร ขึ้น ก็ทุ่มสุดตัวเหมือนกัน]]>
เริ่มต้นด้วยการรักงาน การทำงาน ที่จะทำให้เรา ประสบ ความ สำเร็จ ได้อย่าง รวดเร็วนั้น ปัจจัยที่มีส่วน ส่งเสริม บุคลิกภาพของเรา อีกด้านหนึ่ง ได้แก่ ทัศนคติ ที่เรา มีต่องานนั้น ๆ นั่นเอง การเริ่มต้น การทำงาน ด้วยการรักงานนั้น จึงเป็น ส่วนหนึ่ง ที่สามารถส่งเสริม และ สนับสนุนคุณได้ ว่าแต่เราจะทำ อย่างไรจึงจะเป็น อย่างนั้นได้ล่ะ

หาความชอบให้เจอ

ก่อนอื่น เราต้องหาตัวเอง ให้พบก่อน ว่าเรามีความรู้สึก อย่างไร กับงาน ที่เราทำอยู่ บางคนอาจจะชอบ หรือรักงาน แต่บางคน อาจจะไม่ชอบ แต่จำเป็นต้องทำ ด้วยเหตุผลทาง ด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นก่อนที่จะ สมัครงาน ก็ควรลองถามตัวเอง ดูก่อนว่า เราชอบหรือไม่ แต่ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่ควรจะทำ เพราะว่าใน ภายหลัง คุณอาจจะต้อง มาเสียเวลา กับการเปลี่ยนงาน อีกครั้ง ส่วนในกรณีที่ ต้องทำด้วยเหตุผล ทางเศรษฐกิจ ก็ควรจะ ลองปรับตัว ปรับใจ ดูก่อน ลองบอกตัวเองบ่อย ๆ ว่างานนี้ ก็ไม่ยาก งานนี้น่าสนใจ งานนี้ทำให้คุณ ได้รับแต่สิ่งที่ดี ๆ หรืองานนี้ เหมาะกับคุณ เป็นต้น แต่ถ้าหากลอง พยามยาม ทำดูแล้วยังมีความรู้สึกว่า คุณฝืนตัวเองอยู่ ก็น่าจะลองกลับมา ทบทวนดูใหม่ เพราะการฝืนทำอะไร ที่ไม่ใช่ตัวเราเอง มันคงจะไม่ทำให้คุณ ประสบความ สำเร็จ ได้ง่าย ๆ เป็นแน่

เริ่มสร้างทัศนคติที่ดี

สิ่งที่ต้องทำต่อมา ได้แก่ การเสริมสร้าง ทัศนคติที่ดี ซึ่งถ้าเรามี ทัศนคติ ที่ดี กับงานที่ทำแล้วหล่ะก้อ จะไม่มีคำว่าน่าเบื่อ หรือไม่อยาก ทำงานอีกเลย ในหัวของเรา เพราะสมอง เป็นตัวสั่งงานให้ ร่างกายเคลื่อนไหว และทำ กิจกรรมต่าง ๆ ได้ตาม ที่ต้องการ แต่ถ้าสมองบอกว่า เหนื่อยแล้ว เบื่อแล้ว ร่างกายจะล้า ตามไปทันที ในเมื่อสมอง ไม่สั่งงาน แรง ทำงาน ก็ไม่มี แล้วอย่างนี้ งานจะออกมาดี ได้ยังไง ดังนั้น เราควร ทำใจ ให้สบาย มองงานทุกงาน ว่ามันเป็นงาน ที่ง่าย สำหรับ เรา เป็นงานที่ทำเมื่อไร ก็ท้าทาย ความสามารถ เมื่อนั้น แม้ว่างานจะเพิ่มขึ้น อีกหน่อย แล้วเราต้องเหนื่อย มากขึ้นกว่าเดิม อีกนิด ก็คิดซะว่า เราทำเพื่อ ความก้าวหน้า ในชีวิตของเราเองก็แล้วกัน ( ถ้าเราไม่ทำงาน ก็เท่ากับ เราย่ำอยู่กับที่น่ะสิ จริงไหม )

ปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนร่วมงาน

แน่นอนที่สุดว่า การไปทำงานที่ไหน ก็ต้องปรับตัวให้ เข้ากับที่นั่นให้ได้ ( เหมือนสุภาษิตที่ว่า เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม ) เพราะมันเป็นผลดี กับตัวเราเอง ลองคิดดูสิ ถ้าที่ทำงาน มีแต่เสียงหัวเราะ มีแต่รอยยิ้มให้กัน การทำงาน ก็จะสนุกเพิ่มมากขึ้น อีกขนาดไหน ทำให้เรามีแรง ที่จะทุ่มเท ให้กับงาน ได้อย่าง ไม่รู้จักเหน็ด ไม่รู้จักเหนื่อย และการที่เรา มีเพื่อนร่วมงานที่ดี ยังหมายถึงว่า งานของเราสำเร็จ ไปกว่า ครึ่งแล้ว ที่พูดเช่นนี้ ก็เพราะว่า การอยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่ดี มีเพื่อนร่วมงานที่ดี คอยช่วยเหลือ เราในทุก ๆ ด้าน ( แต่ไม่ได้หมายถึง เราให้เค้าช่วย ทุกอย่างเลยนะ ) ก็ย่อมส่งผลถึงจิตใจ ที่ดีตามไปด้วย ในเมื่อจิตใจดี งานออกมาก็จะดี ตามไปด้วย ( อย่างนี้เค้า เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 2 ตัว … ว้าว)

มองโลกในแง่ดี

ใช่แล้ว มองโลกในแง่ดี เข้าไว้ มีแต่ประโยชน์ ไม่มีโทษ แน่ นอน ลองพยายามดูสิ จะเห็นว่าไม่ใช่ เรื่องยากเลย ที่จะคิดถึงงาน แต่ในด้านที่ดี ( ก็มันเป็น ของเราเองนี่นา จะคิดในแง่ร้ายทำไม ให้หดหู่ใจ เปล่า ๆ ) ถ้างานหนักมาก มีเข้ามาจนล้นมือ ทำแทบไม่ทัน ก็อย่าเพิ่งโวยวาย ตีโพยตีพาย โทษเจ้านาย ว่าไม่รักเรา ถึงแกล้งให้งานเรา เยอะอย่างนี้ ทำงานจนภรรยา ที่บ้านเริ่มจำหน้าไม่ได้ ลูก ๆ เริ่มไม่แน่ใจ ว่าใช่พ่อตัวเองรึเปล่า ( ขนาดนั้นเลย ) แต่ที่จริงแล้ว เราเป็น คน ที่ทำงานดีต่างหาก เจ้านายถึงมอบ ความไว้วางใจ ให้รับผิดชอบ งานหลายอย่าง ไม่ใช่ว่าเค้าไม่รัก หรอกนะ เค้ารักและไว้วางใจเรา มากว่าคนอื่น ต่างหากหล่ะ …เห็นไหม ที่ผ่านมา เราหลงคิดโทษเจ้านาย ที่แสนจะน่ารัก ซะตั้งนาน ที่แท้เค้าไม่ได้แย่ อย่างที่ เราคิดสักหน่อย

การสร้าง ความมั่นใจ ในการทำงาน เป็นส่วนที่สำคัญ ในการพัฒนา บุคลิกภาพ ด้วยเหมือนกัน และยังส่งผลถึง ความสำเร็จ ในอนาคต อีกด้วย เพียงเรา เริ่มต้น ด้วย การรักและมีใจให้กับงาน เป็นสิ่งแรก แล้วไม่ว่างาน จะหนักสัก แค่ไหน หรือยากสักเพียงใด เราก็ไม่หวั่นอยู่แล้ว … ก็คนมันรัก ไปแล้วนี่ ไม่ว่าจะเกิด อะไร ขึ้น ก็ทุ่มสุดตัวเหมือนกัน

]]>
http://www.taladtoyota.com/?feed=rss2&p=179